เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 2765 ศาลาอันเต
ลุงแก่
บุคคลทั่วไป
 เมื่อ 01 พ.ย. 00, 01:00

เรื่องต่อไปนี้ลุงแก่เคยเสนอครั้งหนึ่งแล้วที่ห้องสมุดในพันทิบดอทคอม
ก่อนที่วิชาการดอทคอมจะเปิดตัว

ขณะนี้คลังข้อมูลหมดสต็อกของใหม่แล้ว
และกำลังจะล้างป่าช้าของเก่าๆด้วย ก็เลยถือโอกาสขุดของเก่า
/>
ที่คิดว่ายังน่าสนใจมาเสนอ คุณเทาชมพู บก.ใหญ่ คงไม่ตำหนิผมนะครับ
/>


"ศาลาอันเตปุริกธุริน"


/>
'แรกก็เห็นชอบชื่อนี้พร้อมกัน เพราะเรียกยาก
คงไม่มีใครจดจำได้นานแต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่'


/>
เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งที่สองนั้นทรงมีพระราช
/>
ประสงค์ที่จะไม่ให้ราชการแผ่นดินที่เคยทรงเป็นพระราชธุระอยู่เสมอนั้นจะต้องคั่งค้างสำเร็จล่าช้าไป


เพราะเหตุที่ไม่ได้ประทับอยู่ในพระนครนี้ได้เลย
ในการนี้ทรงมีพระราชดำริเห็นว่าสมเด็จพระบรมโอรสา
/>
ธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มกุฎราชกุมาร
ทรงมีพระชนมายุและพระวุฒิพอที่จะรับพระราชภารกิจนี้ได้
/>
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานอำนาจสิทธิ์ขาดในราชกิจที่จะรักษาพระนครนี้ไว้แด่สมเด็จ
/>
พระบรมโอรสาธิราชโดยให้ทรงเป็นประธานในที่ประชุม ซึ่งแบ่งออกเป็นสอง
คือสภารักษาพระนคร ๑

โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เป็นที่ปรึกษา
และอีกสภาหนึ่งก็คือสภาเสนาบดี มีเสนาบดีหรือปลัด
/>
ทูลฉลองของแต่ละกระทรวงเป็นผู้เข้าร่วมประชุมและการประชุมที่จักต้องดำเนินไปโดยสม่ำเสมอนี้
/>
แลเป็นที่มาของหลายเรื่องซึ่งเป็นเบื้องหลังดังจะเล่าให้ฟังเป็นลำดับๆ
ไป


/>
เนื่องจากเหตุที่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จประทับอยู่ในพระมหานครเช่นนี้
สมเด็จพระบรม

โอรสาธิราชทรงตระหนักดีว่า
ข่าวคราวการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจักเป็น
/>
สิ่งที่อยู่ในความคิดความต้องการของพระบรมวงศานุวงศ์
ตลอดจนช้าราชการและประชาชนทั่วไป

จึงโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างกระโจมปิดประกาศตั้งไว้ในสนามหญ้าหน้าพระที่นั่งอภิเษกดุสิต
และเมื่อใดได้รับ
/>
พระราชโทรเลขหรือโทรเลขราชฑูตและกงสุลบอกข่าวมาให้ทราบเรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ
/>
ไปถึงที่ใดก็โปรดให้คัดสำเนาไปปิดไว้ที่กระโจมประกาศให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการทราบในวันนั้น
/>
แล้วให้พิมพ์ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา
(แต่โทรเลขที่มีมาใช้ภาษาอังกฤษเพื่อความสะดวกในการส่ง แล้ว
/>
จึงแปลออกเป็นภาษาไทย)
นอกจากข่าวโทรเลขถ้าได้รับพระราชหัตถเลขาทราบรายการเสด็จฯ เมื่อใด
/>
ก็โปรดให้คัดเรื่องเสด็จประพาสพิมพ์ในหนังสือราชกิจจานุเบกษาให้มหาชนทราบด้วย
/>


ต่อนั้นนับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกจากพระนครไป
พระบรมวงศานุวงศ์มีพระบรม

โอรสาธิราชเป็นประธาน
กับทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยไปประชุมกันที่หน้าพระที่นั่งอภิเษกดุสิตในเวลา
/>
บ่ายทุกๆ วัน ครั้นเวลาพลบค่ำผู้ซึ่งไม่มีหน้าที่ต้องอยู่ประจำก็พากันกลับ
แต่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
/>
เสด็จประทับที่ประชุมสภารักษาพระนครหรือสภาเสนาบดีต่อไปตามวันกำหนดของการประชุมนั้นๆ
ไป

จนราวเวลา ๒ ทุ่มจึงเลิก ต่อเวลานั้นไปข้าราชการในพระราชสำนัก
คือในกรมวังตำรวจ มหาดเล็กแล
/>
ชาวพระคลังข้างที่เป็นต้นที่มีหน้าที่อยู่ประจำเวรบ้าง
มีสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์เสนาบดี
/>
กระทรวงวังเป็นประธานยังอยู่ต่อไปจนสี่ทุ่มห้าทุ่มจึงได้เลิกเป็นนิจ
/>


อยู่มาวันหนึ่งข้าราชการในพระราชสำนักซึ่งอยู่ในสโมสรนั้นคนหนึ่ง
มีแก่ใจหาอาหารไปเลี้ยงเพื่อน

ข้าราชการในพระราชสำนักด้วยกัน
ผู้ซึ่งได้กินเลี้ยงพากันเห็นชอบด้วย ต่างคนต่างจึงรับจะหาอาหาร
/>
ไปเลี้ยงในวันอื่นบ้างก็เกิดปันเป็นเวรให้หาไปเลี้ยงในวันพุธกับวันเสาร์
แต่เดิมก็เลี้ยงกันเฉพาะข้าราชการ
/>
ในพระราชสำนักที่อยู่จนเวลาเลิกประชุมแล้วราวเจ็ดแปดคนต่อมาผู้ที่รับเวรเลี้ยงชวนพวกพ้องที่ไป
/>
ตอนบ่ายบางคนให้รออยู่กินอาหารเย็นในวันที่ตนเลี้ยง
ใครได้ไปกินก็รู้สึกว่าตนควรจะต้องรับเวรเลี้ยง

ตอบแทนบ้าง
จึงเกิดมีผู้รับเวรเลี้ยงมากขึ้นทุกที การที่เชิญก็เชิญขยายกว้างออกไปทุกที
จนถึงเชิญ

เสด็จสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชด้วยเป็นที่สุด
การที่เลี้ยงกันวันพุธแลวันสาร์นั้นจึงกลายเป็นการสโมสร
/>
เกิดขึ้นอย่างหนึ่งในเวลาเมื่อเสด็จไม่อยู่ครั้งนั้นเดิมเมื่อสมาชิกยังน้อย
ประชุมแลเลี้ยงกันที่ชานพักข้าง

พระที่นั่งอภิเษกดุสิตบ้าง
ในสนามหญ้าบ้าง ครั้นเข้าฤดูฝนแลมีจำนวนสมาชิกมากขึ้น สมเด็จเจ้าฟ้า
/>
กรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์ เสนาบดีกระทรวงวัง
ซึ่งอยู่ในตำแหน่งผู้บำรุงสโมสรนั้น จึงทรงพระดำริ
/>
ให้สร้างศาลาโถงทำด้วยเครื่องไม้มุงจากหลังหนึ่งที่ริมสนามหญ้า
ทางฟากตรงข้ามพระที่นั่งอภิเษกดุสิต
/>
สำหรับเป็นที่เลี้ยงเมื่อสร้างศาลาขึ้นแล้วเกิดมีปัญหาว่าจะเรียกชื่อศาลานั้นว่ากระไร
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวง
/>
นริศรานุวัดติวงศ์ทรงวานเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ซึ่งถนัดคิดชื่อแปลกๆให้ขนานนามศาลานั้น
/>
เจ้าพระยาภาสกรวงศ์คิดขนานนามว่า "ศาลาอันเตปุริกธุริน" ก็เห็นชอบพร้อมกัน
เพราะเข้าใจว่าเรียกยาก
/>
คงจะไม่มีใครสามรถจำชื่อนั้นไว้ได้เป็นชื่ออันสมควรแก่ศาลาซึ่งสร้างใช้แต่ชั่วคราวเดียว
เมื่อรื้อศาลา

ชื่อจะได้สูญไปตามกัน แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่
ความเห็นขบขันในชื่อของศาลากลับพาให้จำได้โดยแม่นยำ
/>
แต่มักเรียกกันโดยย่อว่า "ศาลาอันเต" คำว่า "อันเต"
ก็เลยเรียกเป็นนามของสโมสรว่า "สโมสรอันเต"
/>
แลเรียกประเพณีที่ผลัดเวรกันเลี้ยงว่า"เลี้ยงอันเต" สืบมา


/>
การเลี้ยงอันเตตอนเมื่อสร้างศาลาเสร็จแล้วมีสมาชิกประมาณราว ๕๐
เศษก็การเลี้ยงนั้นผู้ที่รับเวรเลี้ยง
/>
รับด้วยความยินดีเต็มใจมาด้วยกันทุกคน
จึงเกิดคิดเพิ่มเติมด้วยประการต่างๆนอกจากการเลี้ยงมีขึ้น
/>
เป็นลำดับมาเป็นต้นว่าในการเลี้ยงให้มีแตรวงหรือปี่พาทย์มโหรีบ้าง
แล้วมีพวงดอกไม้หรือสิ่งของแจก
/>
กันเป้นที่ระลึกเมื่อเวลาเลี้ยงแล้วบ้าง
ทีหลังถึงพาหนังฉายซึ่งในสมัยนั้นเพิ่งมีพวกญี่ปุ่นเอาเข้ามาตั้ง
/>
โรงเล่นในกรุงเทพฯ (ตรงที่สร้างโรงหนังนาครเกษมบัดนี้ จึงเรียกกันว่า
"หนังญี่ปุ่น" มาเล่นบ้างหา
/>
ละคอนพูดละคอนรำแลการเล่นอย่างอื่นๆมาเล่นบ้าง
แต่จะมีใครบังคับให้จำเป็นอย่างใดนั้นก็หาไม่

หากเต็มใจทำเอง
เพราะสมาชิกคนหนึ่งก็ได้มีเวรเลี้ยงเพียงครั้งหนึ่งหรือสองครั้งเป็นอย่างมาก
/>
การเลี้ยงอันเตจึงเป็นการครึกครื้นรื่นเริงทุกคราว
พอแก้เงียบเหงาในเวลาเสด็จไม่อยู่ ครั้นพระบาท
/>
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับถึงพระนคร
ได้ทรงทราบเรื่องก็ทรงยินดีจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
/>
ให้มีการเลี้ยงพระราชทานสโมสร "อันเต"
เป็นการตอบแทนเข้าไปรับพระราชทานอาหารเย็น ณ พระที่นั่ง
/>
อัมพรสถานและเสด็จประทับเสวยด้วยอย่างเป็นสมาชิกเพื่อจะทรงตอบแทนความชอบ
ครั้นเสร็จการเลี้ยง

แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานของแจกชำร่วย
อย่างเช่นเคยแจกกันในสโมสร"อันเต"
/>
สมาชิกคนหนึ่งได้รับพระราชทานพระบรมรูปถ่ายในเวลาเสด็จไปยุโรปคราวนี้องค์หนึ่ง
กับเสมาทองขาว
/>
ลายพระบรมรูปอย่างเช่นแจกเด็กชาวพระนครอันหนึ่งทั่วกัน.


/>
(บรรจบพันธุ์ นวรัตน์ ณ อยุธยา, ศาลาอันเตกับพระพุทธเจ้าหลวง,
/>
ชาวกรุง, ๒๕๐๘)
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 26 ต.ค. 00, 00:00

แล้ว อันเตปุริกธุริน แปลว่าอะไรล่ะครับ
ผมเคยมั่วแปลไว่ว่า อันเต - ระหว่าง
ปุริก - อันเนื่องด้วยบุรี คือเมือง ธุริน - ธุระ รวมความว่า ศาลาเอาไว้จัดงานเลี้ยง ที่เป็น break ระหว่างช่วงที่ว่างจากการบริหารราชการแผ่นดิน มั่วนะครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 27 ต.ค. 00, 17:33

ขอบคุณคุณลุงแก่ค่ะ
ชอบค่ะ  ถ้ามีเรื่องเล่าแบบนี้อีก ขออีกนะคะ
คุณนิลกังขา ลองแปลคำนี้เป็นภาษาอังกฤษดูหน่อยซิคะ  
จะเป็น inter-  อะไรสักอย่าง- pavillion ได้ไหม
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 27 ต.ค. 00, 17:44

แฮ่ะๆ ก่อนจะแปลเป็นอังกฤษได้ต้องรู้ก่อนครับ ว่าความหมายจริงๆ เขาว่าไง ที่ผมแปลเอาไว้นั่น เดาส่งเดช ไม่นับเป็นหลักฐานที่อ้างอิงได้ครับ
บันทึกการเข้า
อินทาเนีย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 29 ต.ค. 00, 15:11

ผมว่า "ศาลาอันเตปุริกธุริน" น่าจะแปลตามรูปศัพท์ว่า "ศาลาที่ตั้งอยู่ในพระราชวังและใช้สำหรับปฏิบัติกิจธุระ(พระราชกิจ)" เป็นศาลาที่พระสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ ทรงเสด็จมาปฏิบัติพระราชกิจเกี่ยวกับการรักษาพระนคร อย่างที่บทความกล่าวไว้ข้างต้นนั่นแหละครับ

(อันเตปุริก = อยู่ในพระราชวัง)

บันทึกการเข้า
อินทาเนีย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 29 ต.ค. 00, 16:57

"ศาลาที่ใช้สำหรับปฏิบัติกิจธุระที่ตั้งอยู่ในพระราชวัง" (ความคิดเห็นของผมครับ)
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 30 ต.ค. 00, 17:52

นั่นแสดงว่า บุระ บุรี ที่เราเอามาใช้แปลว่าเมือง กันนั้น เดิมแปลว่า วัง ใช่ไหม ?
น่าสนใจครับ ผมจำหนังสือเรื่องแดรคูล่าฉบับแปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกได้ ในนั้น (คนแปลใช่ อ.สายสุวรรณ หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ) แปล castle คือที่เรามาแปลชั้นหลังว่า ปราสาท เป็น บุระ ทุกคำ เช่น พอพระเอกไปถึงปราสาทผีดูดเลือดของอีตาเคานท์ ก็จะเรีรยกว่า "บุระแดรคูล่า" ทุกที่ จนจบเรื่อง เหอะๆๆๆๆๆ
สุขสันต์วันฮาโลวีนครับ เหอๆๆๆ คุณเทาชมพู ตัวอะไรยืนอยู่ข้างหลังแน่ะ ?!
บันทึกการเข้า
อินทาเนีย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 31 ต.ค. 00, 13:35

"ปุระ" แปลว่า ปราสาท ก็ได้ครับ ... เพื่อให้เห็นนัยความหมายของคำต่าง ๆ อย่างชัดเจน ผมขอยกคำแปลของคำว่า "ปุระ" ที่เป็นภาษาอังกฤษจากพจนานุกรมศัพท์สันสกฤต-อังกฤษของ Sir Monier Monier-Williams มาทั้งหมดเลยแล้วกันนะครับ...

"ปุระ" (เป็นนปุงสกลิงค์) =
 
(1) a fortress, castle, city, town (a place containing large buildings surrounded by a ditch and extending not less than one Kos (โกศ) in length; if it extends for half that distance it is called a "Khetฺa" (เขฏ), if less than that, a "Karvatฺa" (กรฺวฏ) or small market town; any smaller cluster of houses is called a "Graฺma" (คฺราม = คาม ในภาษาบาลี) or village)

(2) the female apartments, gynaeceum


หมายเหตุ : "โกศ" ในที่นี้เป็นมาตราวัดความยาว ยาวเท่ากับ ๕๐๐ ชั่วคันธนู ครับ
บันทึกการเข้า
อินทาเนีย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 31 ต.ค. 00, 13:41

"อันเต" = ภายใน
"อันเตปุระ" = เมืองภายใน, พระราชวัง
"อันเตปุริก" = ซึ่งอยู่ในพระราชวัง, ข้าราชสำนัก

"โคปุระ" ที่แปลว่า ประตูเมือง ก็มาจากคำว่า "ปุระ" นี่แหละครับ

บันทึกการเข้า
อินทาเนีย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 31 ต.ค. 00, 13:58

จะเห็นว่า "ปุระ" ที่หมายถึงเมืองนั้น จะต้องมีคูเมืองล้อมรอบ และพื้นที่ต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า ๑ โกศ (เท่ากับ ๕๐๐ ชั่วคันธนู หรือประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ หลา) เมืองลักษณะนี้เห็นได้ที่เมืองปราสาทหินพิมาย เมืองปราสทาหินพนมรุ้ง เมืองนครวัด เมืองนครธม นั่นเอง
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 31 ต.ค. 00, 23:09

ยังงั้นผมขอเสนอคำแปลว่า Little House in the Prairies เอ๊ย Little Pavilion in the Palace ครับ
คุณอินทาเนีย เชิญที่กระทู้ 137 หน่อยครับ มีเรื่องลึงค์ๆ จะให้คลึง เอ๊ย ให้วิจารณ์ครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 01 พ.ย. 00, 13:14

พ้นวันฮัลโลวีนมาแล้ว  คุณนกข.ไป trick or treat  มาหรือเปล่าคะ?
ใครรู้ประวัติของฮัลโลวัน ช่วยเล่าหน่อยได้ไหม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.038 วินาที กับ 19 คำสั่ง