เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 3482 ไม่เข้าใจ ภาษาไทย-พระพุทธฯ
Sir.
อสุรผัด
*
ตอบ: 17


 เมื่อ 31 ม.ค. 05, 02:31

 ผมว่าการศึกษาสมัยนี้แปลกๆนะ ขอคำตอบด้วยครับ

1. เวลาเรียนพระพุทธศาสนา ทำไมต้องจำ คำที่เป็นภาษาบาลีด้วยอะคับ ไม่เห็นจะเอาคำภาษาบาลีไปทำอะไรได้เลย น่าจะสอนแค่ความหมาย แต่ไม่น่าจะต้องให้ท่องจำเลย เวลาจะสอบทีก็ต้องมานั่งท่องทีละอัน ว่าคำนี้แปลว่าอะไรหมายถึงอะไร ไม่เห็นจำเป็นเลย
เช่น ในข้อสอบถามว่า มรรค8 มีอะไรบ้าง อย่างนี้จะถามไปทำไมกัน เวลาตอบก้ต้องตอบพวก สัมมา... ทั้งหลาย ไม่งั้นผิด ซึ่งไม่เห็นจำเป็นเลยครับ

2.วิชาภาษาไทย ผมไม่รู้นะว่าจะรู้ไปทำไมว่า คำไหนเป็นคำ สนธิ คำสามส คำ... ฯลฯ
 แล้วก็พวกฉันทลักษณ์ ต่างๆ  กลอนทั้งหลาย พวกร้อยกรอง ร้อยแก้ว....อะไรต่างๆ ไม่รู้ว่าจะสอบไปทำไมต้องเสียเวลานั่งจำ ว่ากลอน8 ฉันท์... กลอน... มีลักษณะอย่างไร  ในชีวิตประจำวันในอนาคตคงไม่มีใครไปทำอาชีพกวีหรอก ขนาดช่างตัดผมยังมีเยอะกว่าเลยทำไมไม่สอนตัดผมมั่งล่ะ

3.จากข้อ1และข้อ2 ทำให้เสียเวลานั่งท่องจำ แทนที่จะเอาเวลาไปอ่านอย่างอื่นที่นำไปใช้ได้บ่อยๆ ควรจะสอนแค่ว่า วีธีอ่านกลอน อ่านภาษาบาลี อ่านอย่างไร หรือสอนให้รู้ก็พอ ไม่ควรจะนำมาให้ท่องจำ เลย ไม่รู้เอาไปทำอะไรได้

งง ช่วยตอบสาเหตุทีครับ
บันทึกการเข้า
Sir.
อสุรผัด
*
ตอบ: 17


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 31 ม.ค. 05, 02:38

 ที่โรงเรียนผมครูสอนยังงี้อะ(วิชาพระพุทธ)

สมมติภายในห้องเรียน
ครู: (เดินเข้ามา)   ตายแล้ว

นักเรียน: (งง)ฮืม

ครู: สอนไม่ทันแล้วค่ะ เหลือ2อาทิตย์เอง อีกตั้ง5บทยังไม่ได้สอน เอาอย่างนี้ละกาน ให้ไปทำแบบฝึกหัดทุกอันของทุกบท ทั้งเล่ม มานะ
ครูจะออกสอบจากตรงนั้น
นักเรียน: กรรมจิงๆ br />
ครู: (ไม่สน)

สุดท้ายก้ไม่มีใครทำทัน ใส้ตายสิ มันบทละประมาณ100ข้อ นะ ใครจะไปนั่งทำ สุดท้าย ตกทั้งห้อง
บันทึกการเข้า
นิรันดร์
องคต
*****
ตอบ: 522


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 31 ม.ค. 05, 09:03

 สมติว่าห้องเรียนคุณมี 50 คน คุณก็นัดเพื่อนสัก 10 นาที แบ่งกันไปทำมาคนละ 2 ข้อ รวมกันได้ 100 ข้อพอดี รุ่งขึ้นอีกวันก็เอามาแชร์กัน คืนเดียวก็เสร็จ ร้อยข้อ วิธีนี้ 500 ข้อ ก็น่าจะทำได้ในคืนเดียว ก็เหนื่อยหน่อยตอนที่กว่าจะลอกครบทุกข้อ    ผมเป็นครูมานาน ลูกศิษย์ไม่ทำงานตามที่สั่ง ผมก็ให้ตกเหมือนกัน

การจดจำคำในภาษาบาลี-สันสกฤต เป็นการเตือนเราให้รู้ว่า รากฐานทางวัฒนธรรมของเรามาจากอินเดีย ในชีวิตประจำวันของเราก็ใช้ภาษาของเขาอยู่ทุกวี่วัน เพียงแต่คุณอาจรู้สึกว่านั่นเป็นภาษาไทยไปแล้ว แต่บางคำที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยก็เลยคิดว่านี่เป็นภาษาต่างชาติที่ตายไปแล้ว

ผมดูจากกระทู้ที่คุณตั้งไว้ ก็เห็นมีคำจากภาษาต่างชาติไม่เว้นสักบรรทัดเดียว บางบรรทัดก็มีหลายหนหลายครั้ง

อาจารย์ของคุณต้องการให้คุณรู้เพิ่มขึ้นมาอีก 8 บรรทัด ผมก็ว่าไม่น่าจะหนักหนาอะไรนะครับ แต่มันอาจจะมีปัญหากับบางคนได้ อย่างเช่นพวกที่แม่แต่คำง่าย ๆ ก็ยังใช้ไม่ได้ถูกต้องเช่น
จริง-จิง
อย่างนี้ครับ-ยังงี้อะ
ครับ - อะคับ
แล้วกัน - ละกาน

ภาษา เป็นวัฒนธรรมเพียงอันเดียวที่จะเหลือติดตัวคนไปในโลกปัจจุบัน
การแต่งตัว การดำเนินชีวิต อาหารการกิน ฯลฯ ก็เปลี่ยนไปหมด
แต่ภาษายังคงอยู่
หากละเลยภาษาของตนเอง ละเลยรากเหง้าหรือเนรคุณต่อความเป็นคนในชาตินั้น
ไม่มีชาติใดในโลกนี้ ที่จะมีวัฒนธรรมการแต่งฉันทลักษณ์ได้งดงามไพเราะเหมือนประเทศไทย
ในความเห็นของผม คนไทยทุกคน ต้องอ่านฉันทลักษณ์ให้เข้าใจให้ได้
แต่บทกวีได้บ้างเล็กน้อย ดูอย่างตัวอักษรที่ห้อยอยู่ที่บังโคลนท้ายรถบรรทุก หลายอันที่แสดงถึงความเป็นคนที่รักษาวัฒนธรรมไทยได้ดีกว่าบางคนที่อ้างตัวเป็นนักการศึกษา
สมติว่าคุณโชคดีได้ไปเรียนต่างประเทศ คุณจะรู้ว่า คุณจะเรียนสาขาไหนก็ตาม คุณต้องเรียนภาษาประจำชาติเขาให้รู้เรื่อง อ่านออกเขียนได้ และต้องรู้จักประวัติศาสตร์ชาติเขาดีพอสมควร ไม่เช่นนั้น เขาก็ไม่ให้คุณเรียนวิชาอื่นหรอกครับ
บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 31 ม.ค. 05, 12:44

 คุณอาจจะเห็นว่าที่ครูพยายามสอนมานั้นไม่มีประโยชน์ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า ลองบอกมาว่าจะเอาเวลาไปทำอะไร ถ้าจะเอาไปเรียนภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือไปเรียนวิทยาศาสตร์ ผมก็ไม่ว่าเท่าไหร่เพราะยังพอไปประกอบอาชีพมีรายได้พอกิน แต่จะสงสารว่าคนคนนี้มีความรู้จำกัดเหลือเกิน  ถ้าคุณจะเอาเวลาไปเล่นเกมส์ต่างๆผมก็จะเสียใจแทนว่าชาตินี้คงหาเช้ากินค่ำไปทั้งชาติ กว่าจะรู้ตัวก็สาย จะกลับไปเรียนอีกก็อายเด็ก ไปสมัครงานที่ไหนเขาก็จะเลือกคนที่เขียนหนังสือได้ สะกดการันต์ไม่ผิด นอกเสียจากว่าจะไปสมัครงานกุลี  ไม่มีทางได้เป็นนายห้างเป็นแค่เสมียนอยู่จนเกษียร

อย่าลืมสุภาษิต   รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม
บันทึกการเข้า
Sir.
อสุรผัด
*
ตอบ: 17


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 31 ม.ค. 05, 14:21

 อ่อ เข้าใจแล้วครับ
บันทึกการเข้า
Sir.
อสุรผัด
*
ตอบ: 17


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 31 ม.ค. 05, 14:29

 และเรื่องวิชาพระพุทธ ที่เล่าให้ฟัง
ใน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1
ประเด็นไม่อยู่อยู่ที่วิธีการทำแบบฝึกหัด 500 ข้อครับ

แต่งงกับวิธีการสอนของอาจารย์คนนี้ ถึงแบ่งไปทำคนละ 2 ข้อ ก้ทำข้อสอบไม่ได้ ตกทั้งห้องอยู่ดีครับ
บันทึกการเข้า
Sir.
อสุรผัด
*
ตอบ: 17


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 31 ม.ค. 05, 14:30

 และเรื่องภาษาบาลี น่าจะสอนให้รู้ก็พอนะครับ
ไม่น่าจะต้องให้จำ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31239

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 31 ม.ค. 05, 15:01

 ถ้าสนใจเรื่องกวีนิพนธ์เสียหน่อย ก็อาจจะได้อ่านพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 บทนี้

นานาประเทศล้วน.........นับถือ
คนที่รู้หนังสือ...............แต่งได้
ใครเกลียดอักษรคือ........คนป่า
ใครเยาะกวีไซร้.............แน่แท้คนดง

สอนให้จำ ก็เพื่อฝึกสมองให้รู้จักการทบทวน การหัดจำ ให้แม่นยำ  
ไม่ได้หมายความว่าจะเอาการท่องศัพท์บาลีไปใช้ทำมาหากิน
แต่เป็นวิธีการออกกำลังสมองให้ใช้งานในเรื่องต่างๆแม้แต่เรื่องน่าเบื่อที่สุด   ก็ไม่มองข้าม  ยังคงอดทนพากเพียร
ต่อไปคุณเห็นอะไร  สมองที่ถูกฝึกมาอย่างดีแล้ว ก็จะจำสิ่งเหล่านั้นง่ายดายขึ้น  ไม่ปล่อยให้ผ่านหูผ่านตาไปเปล่าๆ  
ความทรงจำที่แม่นยำนั้นเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกสาขาวิชาที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัย และทำงานทุกอาชีพ  

***********************
เรื่องภาษาบาลี น่าจะสอนให้รู้ก็พอนะครับ
ไม่น่าจะต้องให้จำ

จำได้นั่นแหละค่ะคือบทพิสูจน์ขั้นต้นว่ารู้    
เรียนแต่ไม่ต้องจำ หรือจำไม่ได้ก็ไม่ว่ากัน    จะเรียกได้ยังไงว่ารู้
บันทึกการเข้า
Sir.
อสุรผัด
*
ตอบ: 17


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 31 ม.ค. 05, 19:30

 อ่ออ....... เข้าใจแล้วครับท่าน
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.058 วินาที กับ 19 คำสั่ง