เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7
  พิมพ์  
อ่าน: 37390 สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (๒)
ปิ่นมณี
อสุรผัด
*
ตอบ: 6

ทำงาน จ.ชลบุรี


ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 13 มี.ค. 05, 00:41

 ขอขอบคุณ คุณเทาชมพูด้วยคนคะ ติดตามอ่านทั้งตอนที่1และตอนที่2มาโดยตลอดแต่ยังไม่มีโอกาสได้เข้ามาตอบในกระทู้นี้สักที เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่งใช่หนังสือศิลปวัฒนธรรมหรือเปล่าไม่แน่ใจ ฉบับ 100 ปี ปรีดี พนมยงค์ แต่ไม่ได้อ่านลึกซึ้งมากนักเป็นการอ่านแบบผ่านตาเฉย ๆ คะ เจอบทความตอนหนึ่งว่า สมัยจอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านจอมพล ป. ได้กระทำตัวเยี่ยงเจ้า ข้อความนี้จริงเท็จประการใดวานคุณเทาชมพูใขข้อข้องใจด้วยคะ และขออภัยลุกหลานจอมพล ป. ด้วยนะคะมิได้ตั่งใจหมิ่นประมาทเพียงแต่อ่านเจอข้อความนี้เท่านั้นก็เลยสงสัย จะกลับไปอ่านหนังสือเล่มนี้อีกก็ไม่รู้จะไปหาอ่านที่ไหนแล้วคะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 13 มี.ค. 05, 11:32

 ตอบได้แต่ว่า จอมพลป. ไม่เคยสถาปนาตัวเองเป็นเจ้า   แต่ให้เรียกตัวเองว่า "ท่านผู้นำ" มีนโยบาย   "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย"
ครั้งหนึ่ง มีการดำริจะเสนอยศ สมเด็จเจ้าพระยา ให้จอมพล ป. และสมเด็จเจ้าพระยาหญิง ให้ภรรยาของท่าน  แต่ว่าไม่ผ่านสภา  เพราะมีผู้ค้านว่าเลิกราชทินนามขุนนางไปแล้ว  เรื่องนี้ก็ตกไป
คุณลองเข้าไปที่ http://www.matichon.co.th/art/  ลองค้นศิลปวัฒนธรรมฉบับย้อนหลังดู อาจจะเจอเล่มที่คุณค้นหาก็ได้
บันทึกการเข้า
หนูหมุด
มัจฉานุ
**
ตอบ: 88


ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 13 มี.ค. 05, 19:26

 มาลงชื่อก่อนค่ะ ยังอ่านไม่ทันเลยค่ะ save ก็ไม่ได้ เพราะมาเล่นในร้านเกม เพิ่งจะมีโอกาสเข้า internet เป็นครั้งแรกเองค่ะตั้งแต่ปีใหม่มา รู้สึกว่าตาลายไปหมดแล้ว กระทู้ไปไวจัง หวังว่าจะมีโอกาสมาตามอ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง ขอบคุณไว้ก่อนค่ะ
บันทึกการเข้า
พระอุทัย
อสุรผัด
*
ตอบ: 2

มัคคุเทศก์อิสระ


ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 14 มี.ค. 05, 00:26

 คุณเทาชมพูเคยได้ทราบถึงพระราชทรัพย์บางส่วนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 คือซอสายฟ้าฟาด และหีบหมากของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีบ้างไหมคะว่าหายไปได้อย่างไร เคยอ่านในหนังสือวารสารอะไรจำไม่ถนัดเพราะหลายสิบปีมาแล้ว ในยุคที่คนกลุ่มหนึ่งพยายาม ลดเจ้า แต่กลับทำเทียมเจ้าเหมือนกลืนน้ำลายตนเอง ซ้ำยังฉ้อฉลยึดของท่านเป็นของตัวเองอันตรธานไปดื้อๆ  หากไม่เป็นเช่นนั้นของเหล่านี้จะหายไปไหน  คุณเทาชมพูพอมีข้อมูลเหล่านี้บ้างไหม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 16 มี.ค. 05, 11:27

 คำถามของคุณแสดงว่ามีคำตอบแล้ว  ดิฉันไม่ทราบรายละเอียดมากกว่านี้    
ทราบแต่ว่าซอสายฟ้าฟาดเป็นซอคู่พระหัตถ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย   ถ้าอยู่มาถึงปัจจุบันอายุคงร่วม 200 ปีแล้ว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 16 มี.ค. 05, 11:43

 กรมขุนชัยนาทฯ ถูกตั้งข้อหากบฏในพระราชอาณาจักร  ถูกขังอยู่ 10 เดือน การพิจารณาคดีจึงสิ้นสุดลง  ศาลตัดสินประหารชีวิตแล้วลดโทษลงเป็นจำคุกตลอดชีวิต
ทรงถูกถอนฐานันดรศักดิ์ลงเป็น "นักโทษชายรังสิต"  
เป็นสิ่งที่ย้อนหลังไปสัก 10 ปี ย่อมจะไม่มีใครคาดฝันเลยว่าพระราชโอรสในสมเด็จพระปิยมหาราช จะทรงประสบชะตากรรมเลวร้ายถึงเพียงนี้

ทั้งที่เสด็จในกรมฯ เคยรับสั่งไว้ว่า
" ทำไมหนอรัฐบาลหลายรัฐบาลมาแล้วจึงไม่ยอมที่จะเข้าใจเลยว่า ฉันไม่มีความทะเยอทะยานในเรื่องอำนาจวาสนา   ฉันต้องการอยู่ตามลำพังอย่างคนสามัญทั้งหลาย"

ข่าวร้ายนี้นำความโทมนัสมาสู่สมเด็จพระพันวัสสาฯ อย่างแสนสาหัสอีกครั้งหนึ่ง  ถึงกับทรงพระกันแสงรำพันว่า
" ฉันตายแล้ว ฉันจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าหลวงท่านได้อย่างไร   ท่านอุ้มมาพระราชทานฉันกับพระหัตถ์เองทีเดียว เมื่อ  12 วัน แท้ๆ"

จากเรื่องสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีฯสิ้นพระชนม์  ซึ่งทำให้สมเด็จพระพันวัสสาฯ ไม่ทรงเหลือพระราชโอรสธิดาทั้ง 8 พระองค์ อีกเลยจนพระองค์เดียว
มาถึงเรื่องกรมขุนชัยนาทฯ ที่สมเด็จฯทรงรักและเมตตาประดุจพระราชโอรสในพระอุทร  ทรงตกเป็นนักโทษ
ความทุกข์ของสมเด็จฯ ไม่ได้จบลงเพียงเรื่องนี้   ข่าวร้ายระลอกใหม่ที่ตามมาก็คือข่าวเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อพ.ศ. 2484
พระราชนัดดาทั้งสามพระองค์ทรงอยู่ไกล ณ ต่างประเทศ อีกครั้งหนึ่ง
ในตอนนั้นเอง  สยามก็เข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพา  ใต้นโยบาย "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย"ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 16 มี.ค. 05, 12:12

 นโยบายของจอมพลป. เป็นอย่างไร  อ่านส่วนหนึ่งได้จากบทความ "ยุคไม่ขำ " ในเว็บนี้ค่ะ

รัฐบาลเอาจริงเอาจังเรื่องการแต่งกาย เช่นยกเลิกโจงกระเบนมานุ่งกางเกง (สำหรับผู้ชาย) และผ้าซิ่นหรือกระโปรงสำหรับผู้หญิง   ออกจากบ้านต้องสวมหมวก

แม้สมเด็จฯทรงอยู่ในวังสระปทุมอย่างสงบ จำกัดการติดต่อกับโลกภายนอกไว้น้อยที่สุด เว้นแต่พระราชกรณียกิจเช่นเรื่องสภากาชาดไทยที่ทรงไม่เคยละทิ้ง     ยุค "วัธนธัม"ของรัฐบาลก็ยังยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวเข้าจนได้  

เช่นมีเจ้าหน้าที่ตัวแทนไปเข้าเฝ้า  ขอพระราชทานฉายพระบรมฉายาลักษณ์ ให้ทรงพระมาลา เพื่อนำไปเผยแพร่ภายนอกว่า สมเด็จฯทรงร่วมมือปฏิบัติตัวตามนโยบายของรัฐบาล เป็นตัวอย่างแก่ประชาชน

สมเด็จฯ กริ้ว ตรัสตอบว่า
"ทุกวันนี้ จนจะไม่เป็นตัวของตัวอยู่แล้ว  นี่ยังจะมายุ่งกับหัวกับหูอีก  ไม่ใส่  อยากจะให้ใส่ก็มาตัดเอาหัวไปตั้ง แล้วใส่เอาเองก็แล้วกัน"
หมดเรื่องหมวกไปเรื่องหนึ่ง แต่ก็ยังไม่จบสิ้นอยู่ดี    

รัฐบาลมีนโยบายให้ประชาชนเปลี่ยนชื่อ  ผู้ชายมีชื่อฟังรู้ว่าเป็นชาย  ผู้หญิงมีชื่อฟังรู้ว่าเป็นหญิง
รัฐบาลเกิดเห็นว่าพระนาม "สว่างวัฒนา" สมควรเป็นชื่อผู้ชาย  ก็ส่งตัวแทนมาขอให้ทรงเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับ "รัฐนิยม"

สมเด็จฯทรงกริ้วทันทีเมื่อทรงทราบ  ตรัสด้วยความแค้นพระทัยว่า
" ชื่อฉัน ทูลหม่อม( หมายถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) พระราชทาน   ท่านทรงทราบดีว่าฉันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"
ผลก็คือ ทรงดำรงพระนามไว้ได้ตามเดิมจนกระทั่งหมดยุค ก็ไม่มีใครมาเซ้าซี้ให้เปลี่ยนพระนามอีก
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 29 มี.ค. 05, 17:56

 ขอโทษที่ว่างเว้นไปเสียนานค่ะ   กว่าจะเข้ามาต่อได้  คิดว่าจะพยายามต่อให้จบอย่างเร็วไว  
เห็นใจที่หลายท่านตามอ่านมานานเป็นเดือน

ไฟสงครามโลกครั้งที่สองในยุโรปลามมาถึงไทย ในรูปของกองทัพญี่ปุ่นบุกขึ้นฝั่งอย่างสายฟ้าแลบ   ประชาชนไทยตื่นขึ้นมา

ในวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ก็พบว่าตกอยู่ในภาวะสงครามเสียแล้ว  ทั้งที่เมื่อวานยังฉลองงานรัฐธรรมนูญกันอยู่อย่างครึกครื้น

รัฐบาลของจอมพลป.พิบูลสงครามยอมทำสัญญาประนีประนอมเป็นไมตรีกับญี่ปุ่น  ให้ใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางผ่านไปสิงคโปร์    แต่ขอให้ญี่ปุ่นเคารพต่อเอกราชอธิปไตยของไทยด้วย  

นโยบายนี้ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาไม่ให้นองเลือดกันทั่วประเทศในตอนต้นได้ก็จริง   แต่ก็ไม่อาจช่วยให้กรุงเทพรอดพ้นจากสภาพยับเยินในสงครามทิ้งระเบิดระหว่างฝ่ายพันธมิตรกับฝ่ายญี่ปุ่น   และภาวะตึงเครียดของสงครามซึ่งดำเนินมาตลอด ๔ ปีหลังจากนั้น

เมื่อสมเด็จพระพันวัสสาทรงทราบว่าไทยยอมประนีประนอมกับญี่ปุ่น หรือพูดง่ายๆแบบชาวบ้านว่ายอมแพ้ญี่ปุ่น  ก็ทรงมี
พระราชวินิจฉัยอันแม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์ว่า
" สู้อังกฤษไม่ได้หรอก เรื่องจะไปตีสิงคโปร์   พระพุทธเจ้าหลวงท่านเคยรับสั่ง อังกฤษไม่ยอมดอก"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 29 มี.ค. 05, 17:58

 คนไทยเริ่มต้องเผชิญภาวะพรางไฟในตอนกลางคืน    ต้องขุดหลุมหลบภัยจากระเบิดและหนีลงในหลุมหลบภัย  ทีแรกก็เครื่องบินก็มาทิ้งระเบิดเฉพาะบางคืน   แต่ต่อมาก็ไม่เลือกทั้งกลางคืนกลางวัน     น้ำท่วมใหญ่ในปีพ.ศ. ๒๔๘๕ และข้าวยากหมากแพงช่วยซ้ำเติมให้เกิดความยากลำบากโดยทั่วกัน แม้เจ้านายอย่างสมเด็จฯเองก็ไม่ต่างจากราษฎรทั่วไป  เป็นความเดือดร้อนทั้งพระวรกายและพระราชหฤทัย

แต่อย่างหนึ่งที่ทรงพระทัยชื้นขึ้นก็คือพระเจ้าหลานเธอทั้งสามพระองค์มิได้ประทับอยู่ในเมืองไทย   แต่ก็อาจจะไม่ทรงทราบว่า ในยุโรปเองภัยสงครามก็ลุกเป็นไฟเกือบจะทุกด้าน  ล้อมรอบประเทศสวิตเซอร์แลนด์อยู่

เมื่อภัยสงครามรุนแรงขึ้น  สมเด็จฯเสด็จไปประทับอยู่ที่ศรีราชาตามคำกราบบังคมทูลของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ซึ่งเสด็จกลับจากปีนังมาทรงพำนักในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง    มีเจ้านายฝ่ายในตามเสด็จไปด้วยหลายพระองค์  
นับว่าเป็นการแคล้วคลาดอย่างมาก  เพราะเสด็จได้แค่ ๑๕ วันระเบิดก็ลงที่วังสระปทุม  ทำให้ต้องประทับอยู่ที่ศรีราชาถึง ๓ เดือน

ความทุกข์ที่รุมเร้าอย่างหนักค่อยเบาบางลง เมื่อสมเด็จทรงเริ่มลืมเรื่องต่างๆได้  รวมทั้งเรื่องกรมขุนชัยนาทฯทรงถูกคุมขัง ณ เรือนจำบางขวาง     ทรงเข้าพระทัยไปว่าขณะนั้นประทับอยู่ต่างประเทศ    ไม่มีใครกราบทูลให้ทราบความจริงเพราะเกรงว่าจะกลับโทมนัสขึ้นมา

เมื่อกรมขุนชัยนาทฯถูกปล่อยจากที่คุมขัง เสด็จกลับวังได้ในฐานะ "นายรังสิต"  ก็ตรงไปที่ศรีราชาทันที   แต่ก็ไม่กล้าเข้าเฝ้า และห้ามผู้คนที่นั่นไปกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ   ด้วยทรงเกรงว่าสมเด็จฯจะย้อนรำลึกถึงความจริงเรื่องทรงถูกจับกุมคุมขังได้ แล้วจะทรงเศร้าโศกพระราชหฤทัยอย่างรุนแรงขึ้นมาอีก     กรมขุนชัยนาทฯก็ได้แต่ทรงแอบทอดพระเนตรดูสมเด็จฯ อยู่อีกห้องหนึ่งอย่างเงียบเชียบ  พลางน้ำพระเนตรไหลไปพลาง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 29 มี.ค. 05, 18:00

 ครบ ๓ เดือน สมเด็จฯเสด็จกลับกรุงเทพ  แต่ทรงย้ายเข้าไปพำนักในพระบรมมหาราชวัง เพราะแถววังสระปทุมเต็มไปด้วยพวกญี่ปุ่น      
ภายในพระบรมมหาราชวังแม้ว่าปลอดภัยในตอนนั้น แต่ก็รกร้างทรุดโทรมอย่างไม่น่าเชื่อเลยว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นที่สถิตย์ของหัวใจของแผ่นดิน  
พระที่นั่งต่างๆปรักหักพัง กลายเป็นที่อาศัยของงูเหลือมและค้างคาว  ตำหนักต่างๆและแถวเต๊งก็พรางไฟมืดสนิท น่าพรั่นพรึง

ประทับอยู่ได้ ๖ เดือน สถานที่ที่น่าจะปลอดภัยก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป  เมื่อระเบิดลงที่พระที่นั่งบรมพิมานและพระที่นั่ง
พิมานรัถยา ห่างที่ประทับไปไม่มากนัก   จึงต้องทรงอพยพลี้ภัยสงครามไปบางปะอิน  
ความในพระราชหฤทัยในตอนนั้นเป็นอย่างไร สะท้อนในพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า
" ฉันเคยเล่นโครเกต์ กับพระพุทธเจ้าหลวงที่สนามข้างใน    นี่ไม่มีใครจะเล่นกับฉันได้    ตายกันเสียหมด"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 05 เม.ย. 05, 17:45

 ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสงคราม มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดกันไม่เลือกว่ากลางวันหรือกลางคืน  ความอกสั่นขวัญหายของประชาชนดำเนินอยู่ถึง ๔ ปี ต่อเนื่องกัน
จนในที่สุด  เมื่อถึงพ.ศ. ๒๔๘๘  สงครามโลกครั้งที่สองก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายอักษะ คือเยอรมัน และญี่ปุ่น    
สันติภาพกลับคืนมาสู่ไทยอีกครั้งหนึ่ง  
แม้ว่าเราต้องเสียค่าชดใช้สงครามให้ฝ่ายพันธมิตรมากมายเอาการในการที่ร่วมมือกับญี่ปุ่นก็ตาม   แต่บ้านเมืองก็ปลอดภัยแล้ว

หลังสงครามโลกสิ้นสุดลง  ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีใหม่ต่อจากจอมพลป.พิบูลสงคราม คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช    เป็นอยู่ ๔ เดือนก็ลาออก   นายควง อภัยวงศ์ขึ้นเป็นนายกฯต่อได้เพียง ๔๕ วันก็แพ้โหวตในสภา  

สภาผู้แทนสนับสนุนให้นายปรีดี พนมยงค์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ความโสมนัสของสมเด็จพระพันวัสสาฯทรงกลับคืนมาอีกครั้งเมื่อพระเจ้าหลานเธอทั้งสามพระองค์เสด็จกลับสู่พระนคร  

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงเจริญพระชันษาเป็นชายหนุ่ม ทรงพระโฉมสง่างาม  พร้อมด้วยพระจริยาวัตรอันประเสริฐ  เป็นที่ชื่นชมโสมนัสของประชาชนชาวไทย
ไม่ว่าจะเสด็จที่ไหนก็มีผู้คนมาเฝ้าแหนกันคับคั่ง   ชื่นชมพระบารมีอย่างที่พวกเขาไม่มีโอกาสได้เฝ้าพระมหากษัตริย์มาหลายปี

แม้ว่าทางด้านพระอนามัยของสมเด็จพระพันวัสสาฯยังทรงแข็งแรงดี   แต่พระอาการทางสมองได้เสื่อมลงเป็นลำดับ    บางเรื่องก็ทรงจำได้ดี  บางเรื่องก็ทรงลืมเลือน    
ไม่ทรงทราบว่าลึกลงไปภายใต้ความสงบราบรื่น    มีกระแสคลื่นใต้น้ำยุ่งเหยิงอยู่มาก โดยเฉพาะในราชสำนัก
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 05 เม.ย. 05, 17:48

 เมื่อสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ระเบียบในราชสำนักเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน   มีผู้รับผิดชอบหน้าที่อย่างเคร่งครัด
แต่แล้วเมื่อเปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตย  ระเบียบบางอย่างก็หย่อนคลาย  กลายเป็นวุ่นวายไม่รู้การควรมิควรอยู่หลายเรื่อง
อย่างเช่นมีการตั้งหนึ่งในคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ประจำพระองค์ ระดับราชเลขาฯ    
ราชเลขาฯผู้นี้กระทำการหลายอย่างตามใจชอบ เช่นนั่งไขว้ห้างในรถยนต์เข้าไปเทียบถึงพระที่นั่ง  สวมแว่นตาดำ สูบบุหรี่ไปเข้าเฝ้าถึงพระองค์   ยืนค้ำพระองค์ที่โต๊ะทรงพระอักษรฯ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของข้าราชบริพาร

นอกจากนี้ การถวายพระเกียรติก็เป็นปัญหา  เช่นบางครั้ง พระเจ้าอยู่หัวไม่มีรถพระที่นั่งใช้  เพราะหนึ่งในสองคันที่มี ราชเลขาฯส่งไปให้นายกรัฐมนตรีใช้  อีกคันเอาไปซ่อมให้แขกเมืองใช้    
ต้องทรงให้มหาดเล็กไปตามจึงได้รถสำหรับแขกเมืองกลับมา
แต่พอได้กลับมา  รถก็หายไปจากโรงเก็บรถในพระบรมมหาราชวังเสียเฉยๆ   ทั้งที่มีทหารยามเฝ้าอยู่   ตามหาไม่พบเป็นเวลาหลายเดือน

ต่อมา ราชองครักษ์ประสบอุบัติเหตุรถยนต์พระที่นั่งเสียชีวิต    และมหาดเล็กเก่าแก่ก็ถึงแก่กรรมลงปัจจุบัน
ทันด่วน  เหมือนเป็นลางร้ายให้รู้ว่าความน่าสะพึงกลัวยิ่งกว่านี้กำลังจะตามมา

วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ เป็นวันสุดวิปโยคของคนไทยทั้งแผ่นดิน  เมื่อพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จ
สวรรคตกระทันหัน ด้วยพระแสงปืน ในพระแท่นที่บรรทม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 07 เม.ย. 05, 14:37

 ก่อนหน้านั้น ๒ วัน  สมเด็จพระพันวัสสาฯทรงขัดตลับงาซึ่งเป็นงานอดิเรกมายาวนานอยู่ในตอนพลบค่ำ  ประทับหันไปตรงพระฉากตรงเฉลียงชั้นบน   ทันใดนั้นก็ตรัสขึ้นมาลอยๆว่า

" จะพูดอะไรก็พูดมาซี  มาทำหน้าบึ้งยังกับจะร้องห่มร้องไห้"

ม.จ.อัปภัสราภา เทวกุลซึ่งเฝ้าอยู่ ไม่ทรงเห็นผู้ใดในที่นั้น  จึงทูลถามว่า

"รับสั่งว่ากระไรเพคะ"

" ดูซี" สมเด็จฯตรัส " กรมเทววงศ์มานั่งอยู่นานแล้ว  ไม่พูดไม่จา ทำหน้ายังกับจะร้องไห้   มันเรื่องอะไร"



ขอแทรกเกร็ดความรู้ไว้ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งว่า  สมเด็จฯมีพระเชษฐาพระองค์ใหญ่คือสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ    

สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์ฯ มีพระโอรสองค์ใหญ่คือ หม่อมเจ้าชายไตรทศประพันธ์ เทวกุล ซึ่งโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นพระวรวงศ์เธอกรมหมื่นเทววงศ์วโรทัยในรัชกาลที่ ๗

'กรมเทววงศ์ฯ' ที่สมเด็จฯรับสั่งเรียก  เป็น "หลานอา" ที่โปรดปรานของสมเด็จฯ     แต่จะมาเข้าเฝ้าสมเด็จฯอย่างประยูรญาติพระองค์อื่นๆไม่ได้ เพราะสิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้านี้แล้ว ๓ ปี เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๖

ม.จ.อัปภัศราภาเสด็จไปเปิดไฟให้สว่างขึ้น   พอไฟสว่าง   สมเด็จพระพันวัสสาฯ ก็ตรัสว่า "อ้าว"

แล้วทรงขัดตลับต่อไป



ข่าวพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตรู้มาถึงวังสระปทุม   ทุกคนลงความเห็นกันว่าจะไม่กราบบังคมทูลให้ทรงทราบ  เพราะไม่มีใครแน่ใจว่าความโทมนัสครั้งนี้จะสาหัสสักเพียงไหน    

ยากที่มีใครในแผ่นดินจะประสบความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่ามากเท่าสมเด็จฯ  ทรงสูญเสียพระราชสวามี   สูญเสียพระราชโอรสธิดาไปองค์แล้วองค์เล่าจนหมด ๘ พระองค์   ทรงสูญเสียพระขนิษฐภคินีสมเด็จพระพันปี   สูญเสียพระเชษฐา    พระราชโอรสบุญธรรมแม้ไม่ได้สูญเสียพระชนม์ ก็ประสบชะตากรรมที่เลวร้ายกว่าเจ้านายทุกพระองค์  พระประยูรญาติก็ต้องกระจัดพลัดพรายกันไปคนละทาง ด้วยเหตุทางการเมือง

ล้วนแล้วแต่เป็นความทุกข์หนักหนาสาหัส
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 07 เม.ย. 05, 15:05

 ด้วยเหตุนี้ ชาววังสระปทุมจึงไม่แต่งไว้ทุกข์ด้วยเกรงว่าจะทรงผิดสังเกต     ใครทำงานอะไรก็ทำไปตามหน้าที่

ปกติเหมือนวันอื่นๆ  ไม่ร้องไห้ให้ทรงเห็น
ในวันที่เชิญพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวลงพระโกศ   สมเด็จฯไม่ทรงระแคะระคายเรื่องสวรรคต  แต่จู่ๆก็รับสั่งว่า
" วันนี้เป็นอะไร   ฟ้าเศร้าจริง   นกสักตัว กาสักตัวก็ไม่มาร้อง   เศร้าเหลือเกิน  นี่ทำไมมันเงียบเชียบไปหมดอย่างนี้ล่ะ"
ไม่มีใครกล้ากราบบังคมทูลตอบ   ใครทนได้ก็เฝ้าอยู่ต่อไป   ใครเหลือทนก็คลานหลบออกมาร้องไห้อยู่ข้างนอก ไม่ให้ทอดพระเนตรเห็น

สมเด็จพระพันวัสสาฯไม่ทรงทราบว่าทรงเสียพระราชนัดดาไปแล้วอย่างไม่มีวันได้คืนมา     แม้เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เสด็จมาเฝ้าในภายหลัง   ก็ยังไม่มีใครกล้ากราบบังคมทูลอยู่ดี
สมเด็จฯเคยรับสั่งถามอย่างสงสัยว่า
" หลานฉันสองคนนี่"
คำตอบที่ทรงได้รับตลอดมาก็คือ อีกพระองค์หนึ่งเสด็จอยู่ต่างประเทศ     ผู้ทูลตอบก็ยอมผิดศีลข้อมุสา เพื่อประคับประคองพระราชหฤทัยไว้ไม่ให้แตกสลายจากความจริง

ด้วยเหตุนี้จึงไม่ทรงทราบแม้แต่พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 07 เม.ย. 05, 15:15

 ขอคั่นโปรแกรม  ด้วยการถามหาขาประจำเดิมๆ ของกระทู้
ที่พากันหายหน้าไปหมด
เช่น คุณพวงร้อย อาจารย์นิรันดร์ คุณ Crazy HOrse คุณ paganini ฯลฯ ยังอยู่กันหรือเปล่าคะ

คุณ paganini ศัพท์ที่คุณถาม ดิฉันส่ง sms ตอบไปแล้วนะคะ  
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.134 วินาที กับ 19 คำสั่ง