เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 8635 ปางพระพุทธรูปที่คล้ายๆกัน
ลำดวนเอ๋ยพี่จะด่วนไปก่อนแล้ว
ชมพูพาน
***
ตอบ: 175

ความสุขที่แท้อยู่ที่ใจ


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 08 มิ.ย. 05, 16:49


ต่อไปเป็นพระนอนตะแคงซ้าย ที่ ภูค่าว จ.กาฬสินธุ์ เห็นบอกว่าสร้างสมัยทวารวดีและเป็นปางปรินิพพาน แต่โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นรูปพระอรหัตสาวกมากกว่า เพราะดูจากพระเศียรเส้นพระเกศาไม่ขมวดเป็นทักษินาวัฏตามพุทธลักษณะและไม่มีพระรัศมี  
บันทึกการเข้า
ลำดวนเอ๋ยพี่จะด่วนไปก่อนแล้ว
ชมพูพาน
***
ตอบ: 175

ความสุขที่แท้อยู่ที่ใจ


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 08 มิ.ย. 05, 17:08

 พระปฏิมานอนตะแคงซ้ายนี้อาจจะเป็นพระปฏิมาของพระสารีบุตรเถระ อัครสาวกเบื้องขวาผู้เป็นเอตทัคคะในทางปัญญา และพระสารีบุตรเถระ ท่านเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ ด้วยท่านนับถือ พระอัสสชิเป็นอาจารย์ เพราะท่านเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาด้วยการฟังธรรมจากพระอัสสชิ ทุกคืนก่อนที่ท่านจะนอน ท่านได้ทราบข่าวว่าพระอัสสชิอยู่ทางทิศใด ท่านจะนมัสการไปทางทิศนั้น ก่อนแล้วจึงนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น จึงเป็นไปได้ว่ารูปพระปฏิมานี้อาจจะแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีของ พระสารีบุตรเถระ ก็เป็นได้
ตอบมาหมดแล้ว นะครับ ตั้งแต่ว่าพระพุทธปางไสยาสน์ต่างจากปางปรินิพพานอย่างไร และ พระนอนปางต่างๆนอกเหนือจากที่คุ้นตา รวมทั้ง พระนอนหงาย และพระนอนตะแคงซ้าย แต่ยังมีพระปางถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ อีก 1 ปาง แต่ยังหารูปไม่ได้ แต่จำได้ว่า มีในเมืองไทย เป็นรูปโลงทองแล้วมีพระบาทยื่นออกมาจากโลง โดยมีพระมหากัสสปะเถระ นั่งกระหย่งไหว้พระบาทอยู่ ถ้าหาเจอจะเอามาแปะแล้วกันนะครับผม
บันทึกการเข้า
ลำดวนเอ๋ยพี่จะด่วนไปก่อนแล้ว
ชมพูพาน
***
ตอบ: 175

ความสุขที่แท้อยู่ที่ใจ


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 08 มิ.ย. 05, 22:08


ค้นหารูปมานานก็เจอแล้วครับ พระนอนรูปแบบที่เรียกกันว่า พระเจ้าเข้านิพพาน คือ เป็นปางที่สร้างตามพระพุทธประวัติตอนถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ที่เมืองกุสินารา โดยห่อพระพุทธสรีระด้วยผ้าอัคคิโรวะนะ(พุทธประวัติกล่าวว่า เป็นผ้าสูงค่าเวลาซักก็โยนเข้ากองไฟ กล่าวคือปกติ เวลาซักผ้าเราก็ซักด้วยน้ำ แต่ผ้าชนิดนี้ซักด้วยไฟ แปลกมาก ดังนั้นผ้าอัคคิโรวะนะจัดเป็นผ้าพิเศษมากๆๆ เพราะเป็นผ้าที่ไม่ไหม้ไฟ) แล้วห่อด้วยผ้าอีก 100 ชั้น เตรียมจะถวายพระเพลิง แต่ทำอย่างไรก็ไฟไม่ติด ด้วยเพราะเหตุว่า พระมหากัสสปะเถระเจ้ายังมาไม่ถึง ตามพุทธประวัติกล่าวว่าพระมหากัสสปะเถระ(พระมหากัสสปะเป็นเอตทัคคะในทางธุดงค์) รู้ข่าวว่าพรพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานก็รีบเดินทางมา ระหว่างทางเห็นชายถือดอกมนฑารพ ซึ่งเป็นดอกไม้สวรรค์ ก็รู้ได้ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จขันธปรินิพพานไปแล้ว พอมาถึงหีบบรรจุพระพุทธสรีระ พระมหากัปสปะก็นั่งกระโหย่งวันทา ก็เกิดปาฏิหาริย์ พระบาทของพระพุทธเจ้าโผล่ออกมาจากหีบนั้น พอพระมหากัสสปะได้ทำการอภิวาทแล้ว พระบาทก็กลับเข้าไปในหีบเช่นเดิม แล้วก็เกิดไฟลุกโชติช่วงเผาพระพุทธสรีระขึ้นเอง พระมหากัสสปะเถระ ด้วยความที่ท่านเป็นผู้ยินดีในการอยู่ป่า มักน้อย สันโดษ ประวัติของท่านจึงไม่ค่อยโดดเด่นเป็นที่รู้จักกันมากนัก แต่ภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วภิกษุทั้งหลายที่เป็นปุถุชน(ยังไม่บรรลุอรหันต์)พากันร่ำไห้เสียใจ รำพึงรำพันถึงพระบรมศาสดา รำพึงรำพันถึงพระบรมศาสดา แต่มีภิกษุวัยชรานามว่า "สุภัททะ" พูดห้ามปรามภิกษุเหล่านั้นมิให้ร้องไห้โดยกล่าว่า “ท่านทั้งหลาย อย่าร้องไห้เสียใจไปเลย พระพุทธองค์ปรินิพพานเสียได้ก็ดีแล้ว ต่อไปนี้พวกเราพ้นจากอำนาจของพระศาสดาแล้ว จะทำอะไรก็ย่อมได้ ไม่มีใครมาบังคับว่ากล่าวห้ามปรามพวกเราอีกแล้ว” พระมหากัสสปะเถระ ได้ฟังคำของพระสุภัททะแล้วเกิดความสังเวชสลดใจว่า “พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้เพียง ๗ วัน ยังมีผู้กล่าวจ้วงจาบล่วงเกินพระธรรมวินัยถึงเพียงนี้ ต่อไปภายหน้าก็
คงจะหาผู้เคารพในพระธรรมวินัยได้ยากยิ่ง”ด้วยคำพูดของพระสุภัททะเพียงเท่านี้ หลังจากถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว ท่านได้ชักชวนพระเถระผู้เป็นพระอรหันต์ ประชุมกันทำปฐมสังคายนารวบรวมพระธรรมวินัยตั้งไว้เป็นหมวดหมู่ เป็นตัวแทนองค์พระบรมศาสดาปกครองหมู่สงฆ์ต่อไป ณ ภูเขาเวภารบรรพต เป็นเวลา ๗ เดือน
ในคัมภีร์พระสาวกนิพพานกล่าว่า พระมหากัสสปะเถระ เมื่อทำหน้าที่เป็นประธานในการทำปฐมสังคายนาแล้ว ได้พักอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ ดำรงอยู่ถึง ๑๒๐ ปี ก่อนที่ท่านจะนิพพาน ๑ วัน ท่านได้ตรวจดูอายุสังขารของท่านแล้วทราบว่าจะอยู่ได้อีกเพียงวันเดียวเท่านั้น ท่านจึงประชุมบรรดาภิกษุผู้เป็นศิษย์ของท่านแล้วให้โอวาทเป็นครั้งสุดท้าย สั่งสอนภิกษุผู้ยังเป็นปุถุชนมิให้เสียใจกับการจากไปของท่าน ให้พยายามทำความเพียรและอย่าประมาท แล้วพระเถระก็เข้าไปถวายพระพรลาพระเจ้าอชาตศัตรู จากนั้นท่านได้พาหมู่ภิกษุไปยังภูเขากุกกุฏสัมปาตบรรพตอธิษฐานจิตขอให้ภูเขาทั้ง ๓ ลูกมารวมเป็นลูกเดียวกัน ซึ่งในภูขาทั้ง ๓ ลูกนั้นมีภูเขาเวภารบรรพตสถานที่ทำปฐมสังคายนารวมอยู่ด้วย แล้วท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน ณ ที่นั้นท่านยังอธิษฐาน ขอให้สรีระของท่านยังคงสภาพเดิมไม่สูญสลาย จนกระทั่งพระศาสนาพระศรีอริยเมตไตร ซึ่งพระองค์จะพาหมู่ภิกษุสงฆ์มายังภูเขากุกกุฏสัมปาตบรรพตแล้ว ยกสรีระของพระเถระวางบนพระหัตถ์ขวาชูขึ้นประกาศสรรเสริญคุณของพระเถระแล้ว เตโชธาตุก็จะเกิดขึ้นเผาสรีระของท่านบนฝ่าพระหัตถ์ของพระศรีอริยเมตไตรพุทธเจ้านั้น  
บันทึกการเข้า
ลำดวนเอ๋ยพี่จะด่วนไปก่อนแล้ว
ชมพูพาน
***
ตอบ: 175

ความสุขที่แท้อยู่ที่ใจ


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 08 มิ.ย. 05, 22:25

 พระพุทธรูปปางไสยาสน์หรือปางโปรดอสุรินทราหู ไปสักการะได้ที่วัดพระเชตุพนฯ หรือวัดต่างๆ ทั่วไป แต่ปางทรงพยากรณ์ ปางโปรดสุภัททะปริพาชก และปางดับขันธปรินิพพานก็คงต้องไปที่ วัดพระปฐมเจดีย์ ส่วนพระนอนหงาย กับพระไสยาสน์ตะแคงซ้ายก็ ต้องไปที่วัดพระนอน จังหวัดสุพรรณบุรี และที่ ภูค่าว จังหวัดกาฬสินธุ์ ส่วนวิหารพระเจ้าเข้านิพพานนั้น อยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือ ที่เรารู้จักกันว่าวัดพระพุทธชินราช ที่จังหวัดพิษณุโลก  โพสเฉพาะเรื่องพระนอนนี้ถึง 12 ครั้งแล้ว เหนื่อยจริงๆ  หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้างนะ  พระนอนก็ครบแล้ว  คนก็จะไปนอนบ้างละ สาธุ...
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.034 วินาที กับ 19 คำสั่ง