เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 8
  พิมพ์  
อ่าน: 103615 ก็อสสิปนอกกำแพงวัง
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 10 ต.ค. 04, 21:13

ตอบคุณ paganini
สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี  
แต่สมเด็จเจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ ฯ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์เป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ค่ะ
เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์ประสูติก่อนเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ๙ เดือน
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1856



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 11 ต.ค. 04, 00:32

 ไม่ใช่แพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์หรอกครับ แต่พอนึกได้เลาๆเรื่องนี้นะครับ

โดยทั่วไปโครโมโซมของคนเราจะมาเป็นคู่ ข้างหนึ่งได้จากพ่อ อีกข้างหนึ่งได้จากแม่ ลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นลักษณะด้อยจะแสดงผลก็ต่อเมื่อ โครโมโซมของบุคคลนั้นๆมีพันธุกรรมนี้ทั้งสองข้าง หากมีเพียงข้างใดข้างหนึ่งที่มีพันธุกรรมนี้ บุคคลนั้นก็จะเป็นเพียงพาหะของพันธุกรรมนี้ต่อไปยังลูกหลาน

ในขณะที่พันธุกรรมที่เป็นลักษณะเด่นจะแสดงผล แม้มีเพียงข้างใดข้างหนึ่งที่มีพันธุกรรมนี้ครับ

ลักษณะโรคทางพันธุกรรมหลายๆอย่างจะเป็นลักษณะด้อย หากแต่งงานข้ามเชื้อสายไป โรคเหล่านี้ก็จะไม่เกิด แต่ถ้าหากมีการแต่งงานในหมู่ญาติใกล้ชิด โอกาสในการรับพันธุกรรมนี้มาทั้งสองข้างก็จะสูงขึ้นมาก ซึ่งจะทำให้เกิดโรคทางพันธุกรรมเหล่านี้ครับ

ลักษณะทางพันธุกรรมแบบนี้มีที่เจอกันบ่อยๆก็พวกอาการตาบอดสี, ธาลัสซีเมีย(อันนี้คนเอเชียเป็นกันมากครับ โดยเฉพาะคนไทยอีสาน-แต่เคยได้ยินว่าที่เป็นกันเยอะเพราะลักษณะทางพันธุกรรมนี้มีผลทางบวกช่วยให้ทนต่อโรคมาลาเรียได้ด้วยครับ)

นักกระยาสารทของจบก่อน รอนักวิทยาศาสตร์ตัวจริงมาครับ    
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1856



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 11 ต.ค. 04, 00:37

 ขอแถมอีกนิด

การแต่งงานระหว่างลูกพี่ลูกน้อง(First Cousin) ในสามัญชนคนไทย เมื่อก่อนน่าจะเป็นเรื่องปกตินะครับ ประเพณีนี้น่าจะมาเปลี่ยนไม่นานนี้เอง

ผมจำได้ว่านิยายเรื่องกนกลายโบตั๋น เป็นความรักของ First Cousin นี่แหละครับ ในหนังสือจบอย่างสมหวัง แต่เมื่อมาทำเป็นละคร(คุณนพพลคู่กับคุณปรียานุช)เปลี่ยนให้จบแบบจำพรากด้วยความที่เป็นความรักที่ไม่ถูกต้องแทนครับ นัยว่าเพื่อให้สอดคล้องกับสังคมใหม่ครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 11 ต.ค. 04, 01:19

ดิฉันตื่นมา ทางเมืองไทยคงไปนอนกันแล้วนะคะ

สวัสดีค่ะคุณ CrazyHOrse  ไม่ได้เจอเสียนาน  คราวก่อนเข้ามาอ่านเรื่องหลักศิลาจารึกได้ไม่เท่าไหร่แล้วรู้สึกสมองไม่ถึงเลยไม่ได้เข้ามาแจมค่ะ

ขอบคุณทั้งคุณ  paganini  และคุณ  CrazyHOrse ที่ทบทวนเรื่องยีนส์ด้อย  ที่ดิฉันสงสัยคือ  ในกรณีที่ไม่มีโรคอันอาจจะมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุทางยีนส์นั้น  แต่ก็ยังมีอายุสั้น  เช่นเจ้าฟ้าของไทย  และของฮาวาย  ก็ไม่ปรากฎว่ามีโรคประจำพระองค์ให้เป็นที่ทราบ  แต่ก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคอย่างอื่นน่ะค่ะ  ดิฉันไม่ได้ไปเช็คตัวเลขทางสถิติหรือข้อมูลยืนยันอย่างอื่นนะคะ  แต่ดูเหมือนว่า  จะสิ้นพระชนม์กันด้วยโรคทางเดินหายใจเป็นส่วนใหญ่  ไม่ใช่โรคทางกรรมพันธุ์ อย่าง ฮีโมฟีเลีย ฯลฯ เหล่านั้นน่ะค่ะ  ทำให้เกิดความสงสัยว่า  จะเป็นเพราะภูมิต้านทานน้อยกว่าคนทั่วๆไปหรือไม่นะคะ

ขออภัยคุณเทาชมพูด้วยนะคะที่คุยออกนอกลู่นอกทางไปเสียไกลเลย  เพราะเป็นเรื่องที่ข้องใจมานานแล้วน่ะค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 11 ต.ค. 04, 12:55

เคยอ่านพบจากข้อเขียนของม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่า พระโรคที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จสวรรคต คือโรคไตวาย เป็นโรคที่ต่อเนื่องมาถึงเจ้านายหลายพระองค์  จนประชวรและสิ้นพระชนม์ค่ะ
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 11 ต.ค. 04, 22:50

 เพิ่งจะทราบนะคะเนี่ย ว่าพระองค์ท่านเป็นโรคไต  แล้วคุณเทาชมพูทราบมั้ยคะว่า  พระราชโอรสของพระองค์สิ้นพระชนม์ด้วยโรคอะไรบ้าง  เท่าที่จำได้  กรมขุนพิษณุโลก ทรงสิ้นพระชนม์ด้วยโรคปอดบวม  จำไม่ได้ว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ทรงสิ้นพระชนม์ด้วยโรคอะไร

ส่วนเจ้าทางฮาวาย  หลายๆองค์เลยทีเดียวที่สิ้นด้วยโรคปอดค่ะ  คงเป็นโรคปอดบวม  โดยเฉพาะองค์ที่เดินทางไปยุโรปมาน่ะค่ะ  แล้วพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ  ก็เสด็จไปศึกษาต่างประเทศหลายพระองค์  โรคทางเดินหายใจในเมืองหนาวก็มีมากกว่าเมืองไทย  ไม่ทราบจะมีผลต่อสุขภาพโดยทั่วไปหรือไม่นะคะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 12 ต.ค. 04, 10:54

 เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ  เคยอ่านพบว่าสิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคปอดบวม  แต่หนังสือบางเล่มบอกว่าไข้รากสาดน้อย      เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกฯ สิ้นพระชนม์ กล่าวกันว่าปอดบวม   ดิฉันเคยคุยกับแพทย์ท่านหนึ่ง ท่านบอกว่าน่าสงสัย เพราะปอดบวมจะไม่ส่งผลรุนแรงขนาดสองวันคนไข้ตาย น่าจะยืดเยื้ออยู่เป็นอาทิตย์   รักษาทัน   ก็เลยไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร
ส่วนเจ้านายที่ประชวรด้วยพระโรคไต  มีเจ้าฟ้าวไลอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีฯ และเจ้าฟ้ากรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์ เท่าที่นึกออกในตอนนี้ค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 12 ต.ค. 04, 11:18

 คุณถาวภักดิ์เคยถามถึงกรมหลวงพระจักษ์ศิลปาคม(พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 ต้นราชสกุลทองใหญ่ ณ อยุธยา)
ไม่มีเรื่องใหญ่ๆค่ะ  แต่มีเกร็ดเล็กๆน้อยๆ มาเล่า
คือกรมหลวงประจักษ์ฯ ท่านทรงเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไม่เหมือนชาวบ้าน    นอกจากหมาอัลเซเชียนตัวเบ้อเร่อที่สมัยนั้นชาวบ้านไม่มีแล้ว   ท่านยังเลี้ยงเสืออีกด้วย
เสือที่ว่า  เป็นเสือดาว หรือเสือโคร่งก็ไม่ทราบ รู้แต่ว่าตัวใหญ่มาก   ท่านทรงกำราบให้เชื่องด้วยการเอาเสือขังกรงไว้ก่อน  แล้วเอาเหล็กเผาไฟร้อนจัดแหย่เข้าไปในกรง  
ธรรมชาติของเสือเห็นอะไรแหย่เข้าไปก็ต้องตบ    เลยเจอเหล็กไฟแดงๆ ตีนพองร้องอู้  
ต่อไปเอาเหล็กไม่เผาไฟแหย่เข้าไปทดสอบ เสือก็กลัวไม่กล้าตบ   ต่อจากนั้นเอาไม้แหย่เฉยๆ เสือก็ไม่กล้าอีกแล้ว   นี่คือวิธีทำให้เสือเชื่อง
พอเชื่องแล้ว  กรมหลวงประจักษ์ฯ ท่านพระทัยกล้ามาก    จูงเสือไปไหนๆด้วยกัน
ขนาดจูงเสือเข้าพระบรมมหาราชวัง   พวกโขลนทั้งหลายพอเห็นกรมหลวงฯเสด็จมาแต่ไกลก็ต้องร้องตะโกนบอกกันไปเป็นทอดๆ ว่า
" กรมหลวงประจักษ์ฯ เข้าวังแล้วเจ้าข้า"
คำนี้เป็นสัญญาณเตือน คล้ายกับสัญญาณหลบภัย  พวกโขลนพวกชาววังทั้งหลายก็ต้องเผ่นหาที่หลบกันจ้าละหวั่น  เพราะเป็นที่รู้ว่าทรงจูงเสือเข้ามาด้วย
อีกอย่างคือไม่โปรดผ้าที่ตากไว้คาราว  ทรงเข้าวังหลวง  ผ่านไปทางไหนเห็นใครตากผ้าไว้ทรงริบหมด ไม่สนใจว่าเป็นผ้าเจ้านายหรือบ่าว   ทรงตำหนิว่าตากผ้ารกรุงรัง  
เวลาเสด็จเข้าวังหลวง ชาววังจึงโกลาหล นอกจากต้องวิ่งหนีเสือแล้วยังจะต้องรีบเก็บผ้าที่เผอเรอตากไว้ใกล้ทางเสด็จอีกด้วย
เจ้าเสือตัวนั้นเมื่ออยู่ในวังก็อยู่คล้ายๆหมา  คือเล่นป้วนเปี้ยนกับพระโอรสธิดา   ส่วนหมาอัลเซเชียนมันกลัวกลิ่นเสือ  เห็นเสือเข้าก็ลงนอนหงายแหงแก๋กันหมด
ไม่รู้ตอนจบว่าทรงทำอย่างไรเมื่อเสือนั้นโตเต็มที่หรือว่าเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ เพราะเสือมันจะดุร้ายมาก   จะทรงปล่อยเข้าป่าหรือว่าเลี้ยงจนแก่ตายไปเองก็ยังหาหลักฐานไม่พบ
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 12 ต.ค. 04, 21:28

 ขอบคุณมากค่ะ คุณเทาชมพู  วันหลังว่างเห็นจะต้องไปค้นดูว่า  โรคไต นี่เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ด้วยหรือเปล่าน่ะค่ะ  ความจริงก็สงสัยว่า อาการ ไตวาย เกิดมาจากอะไร  ไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อนเลยค่ะ  ว่า ร๕ ทรงประชวรด้วยโรคไต  ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 14 ต.ค. 04, 19:14

 ดูจากพระอาการ น่าจะเป็นไตวายเฉียบพลันค่ะ  ต้องหาบันทึกของหมอปัว หรือหมอสมิธมาอ่านดู
ความจริงพระสุขภาพ เสื่อมโทรมลงก่อนหน้านี้แล้วหลายปี   เมื่อเสด็จยุโรปครั้งที่สองก็เพื่อไปรักษาพระองค์ แพทย์ฝรั่งถวายคำแนะนำให้ทรงลดพระราชภารกิจลง เพราะทรงงานหนักมาก  มาหลายสิบปีแล้ว

ก่อนวันสวรรคต  มีอาการพระนาภีเสีย   ต่อจากนั้น พระบังคนเบาออกมาเพียงเล็กน้อย แค่ ๑ ช้อนกาแฟ  จนสมเด็จพระพันปีตกพระทัย ทรงเรียกหมอฝรั่งหมอไทยมาชุมนุมกันดูพระอาการ
แต่พระอาการทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว  มีไข้  และเสด็จสวรรคตอย่างสงบหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง
พระบรมศพเป็นปกติเหมือนบรรทมหลับ   ว่ากันว่าเจ้าพนักงานที่อัญเชิญลงพระโกศถึงกับประหม่าสะทกสะท้าน เพราะดูคล้ายบรรทมหลับธรรมดา  ไม่เหมือนเสด็จสวรรคต  
*******************************************
ขอย้อนกลับไปเล่าถึงเกร็ดเกี่ยวกับกรมหลวงรามอิศเรศ ว่าท่านแน่ขนาดไหนในฐานะพ่อที่มีลูกสาวสวย
ย้อนหลังไปสมัยรัชกาลที่ ๓  วังของกรมหลวงรามฯ ตั้งอยู่ที่บริเวณศาลฎีกาใกล้พระบรมมหาราชวัง     ตอนเย็นๆก็จะมีเจ้านายหนุ่มพระองค์หนึ่ง เป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๓ ทรงพระนามว่าพระองค์เจ้าชมพูนุท  เสด็จบนหลังช้าง ผ่านไปเป็นประจำ
เพราะเจ้าของวังมีพระธิดาสาวสวย

สมัยนั้นการมีช้างเป็นพาหนะเป็นเรื่องสง่าผ่าเผยโก้มาก  เจ้านายเท่านั้นจะมี    ชาวบ้านไม่มีสิทธิ์   เทียบกับสมัยนี้ก็คล้ายๆหนุ่มที่มีรถเบนซ์สปอร์ตราคาสัก ๑๒ ล้านไว้ขับโฉบฉาย  ผู้คนก็ต้องรู้ว่าไม่ธรรมดา
แต่เจ้าของวังก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน

พระองค์เจ้าหนุ่มเสด็จผ่านวังไปหลายครั้งเข้า  วันหนึ่งกรมวังก็ออกมากราบทูลเชิญให้เสด็จเข้าไปเฝ้าเจ้าของวัง
ผู้เป็นราชอาคันตุกะก็ทรงลงจากหลังช้างเสด็จเข้าไปตามคำเชิญ    พอเข้าไปก็เห็นเครื่องมือใช้สำหรับเฆี่ยนโบยหลัง วางเรียงรายราวกับนิทรรศการขนาดย่อย

กรมหลวงรามฯ ก็ทรงออกมาปราศรัยว่ามีเรื่องธุระปะปังอะไรหรือถึงผ่านวังบ่อย  แล้วก็ทรงปรารภเรียบๆว่า  ใครที่ผ่านวัง ไม่ดูตาม้าตาเรือ ทำตัวไม่เหมาะสม  เจ้าของสถานที่มีสิทธิ์เอามาเฆี่ยนได้ตามกฎหมาย
หลังจากทรงทักทายปราศรัยด้วยดีครั้งนั้นแล้ว   ต่อมาก็ไม่มีช้างผ่านหน้าวังในตอนเย็นๆอีกเลย
บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 418

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 15 ต.ค. 04, 08:02

 มาอ่านอยู่เรื่อยๆครับ
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 15 ต.ค. 04, 10:31

 สนุกดีค่ะ  ขอบคุณมากนะคะ  ดิฉันกลับไปหาว่า  กรมหลวงรามอิศเรศ  คือใครตั้งแต่ต้นกระทู้ก็หาไม่เจอ  ไม่ทราบคุณเทาชมพูอธิบายถึงพระองค์ท่านไว้ที่ไหนคะ  จะไปอ่านก่อนน่ะค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 15 ต.ค. 04, 10:42

 บอกทรงกรมผิดไปค่ะ  กรมพระรามอิศเรศ  ไม่ใช่กรมหลวง  อยู่ในความเห็นที่ ๒
พระนามเดิม พระองค์เจ้าสุริยา  เป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๑ ค่ะ
ถ้าลำดับญาติกัน ใช้ภาษาชาวบ้านก็คือทรงเป็นน้องชายของรัชกาลที่ ๒  และเป็นอาของรัชกาลที่ ๓  ก็อยู่ในฐานะปู่ของพระองค์เจ้าชมพูนุท  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 16 ต.ค. 04, 11:43

 เกร็ดเล็กๆอีกเรื่องที่คุณหลวงวรภักดิ์ภูบาล( ม.ล.อาจ สุริยกุล) เล่าไว้ คือเรื่องของพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี  พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทิพเกสร ซึ่งเป็นชาวเหนือและเป็นพระญาติของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี
เจ้าจอมมารดาทิพเกสรถึงแก่กรรมเมื่อพระองค์เจ้าชายยังทรงพระเยาว์  พระราชชายาทรงรับอุปการะดุจพระโอรสแท้ๆ

เรื่องของกรมหมื่นสรรควิสัยนรบดีเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครเอ่ยถึงนัก   มักซุบๆซิบๆ  แล้วก็เลยลือไปคนละทางสองทาง   ทำให้ผิดความจริงกันไปใหญ่  

ตามประวัติ   เจ้านายพระองค์นี้ทรงปราดเปรื่องเรื่องวิชาความรู้มาก   เสด็จไปศึกษาที่อังกฤษและเยอรมนี   ทรงสำเร็จดอกเตอร์ วิสตาดส์ วิสเซนชัฟท์ หรือปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยทูบิงเงน
เมื่อเสด็จกลับมา ทรงรับราชการเป็นเจ้ากรมพลัมภัง กระทรวงมหาดไทย  
ทรงเสกสมรสกับเจ้าศิริมาบังอร  เป็นธิดาเจ้าเชียงใหม่ ว่ากันว่างามมาก งามกว่าสะใภ้หลวงทุกองค์
วังของกรมหมื่นสรรควิสัยอยู่ที่โรงไฟฟ้าสามเสนในปัจจุบัน  ดูเหมือนที่ทำการไฟฟ้าสามเสนนั่นแหละคือวังของท่าน

เรื่องเศร้าเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งเจ้าศิริมาบังอรเสด็จไปที่พระราชวังสวนดุสิตโดยมีนางข้าหลวงชาวเหนือตามไปด้วย     แล้วไม่ทราบว่าเกิดพลาดพลั้งอะไรขึ้น   นางข้าหลวงตกน้ำลงไปที่อ่างหยก แล้วว่ายน้ำไม่เป็น   เจ้าศิริมาลงไปช่วย แต่ไม่สำเร็จก็เลยจมน้ำกันทั้งคู่
ตกเย็น  กรมหมื่นสรรควิสัยมารับพระชายากลับวัง แต่ไม่พบ  ค้นกันอยู่นานจึงพบที่อ่างหยก      พระสวามีเศร้าโศกเสียพระทัย ประกอบกับทรงคิดมากอยู่แล้ว   ทราบว่าพระโรคประสาทที่เป็นอยู่ไม่มีวันหายขาด  ก็เลยใช้ปืนปลงพระชนม์ตัวเอง    พระชนม์เพิ่งจะ 29 พรรษา  
ไม่มีพระโอรสธิดา
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 16 ต.ค. 04, 11:55

อีกเรื่องก็คือ  เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสธิราชฯ อยู่ที่อังกฤษ  ประชวรด้วยโรคไส้ติ่งอักเสบต้องผ่าตัด
พระยาสิงหเสนีเอกอัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน  ไม่ยอมให้หมอผ่าตัดก่อนได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสียก่อนตามระเบียบ
พระยาสุริยานุวัฒน์  เอกอัครราชทูตประจำกรุงปารีสอยากให้รีบผ่าตัด  เจ้าคุณสิงหเสนีไม่ยอม  พระยาราชศุภมิตรพระพี่เลี้ยงก็ได้แต่ร้องไห้ทำอะไรไม่ได้
พระยาสิงหเสนีโทรเลขมากรุงเทพ    หลังจากนั้น พระยาสุริยานุวัฒน์ มาบอกว่า โทรเลขจากกรุงเทพตอบกลับมาแล้วว่าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ผ่าตัดได้
ก็เลยได้ผ่าตัด เรียบร้อยทันเวลา
ที่จริงแล้ว โทรเลขตอบกลับ ไม่มีตัวจริง   พระยาสุริยานุวัฒน์ไม่ได้รับโทรเลขสักนิดเดียว    เพราะโทรเลขไปถึงกรุงเทพจริง แต่ตอนนั้นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสีชัง   กว่าจะทรงทราบ กว่าจะโทรเลขกลับไปลอนดอน ก็นานอีกหลายวัน  ถึงตอนนั้นก็ผ่าตัดเสร็จกันไปนานแล้ว
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เคยรับสั่งว่า พระองค์ทรงเป็นหนี้บุญคุณพระยาสุริยานุวัฒน์มาก   ถ้าเจ้าคุณไม่หลอกพระยาสิงหเสนี  ป่านนี้อาจจะผ่าตัดไส้ติ่งไม่ทัน  เสด็จสวรรคตไปตั้งแต่คราวนั้น
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 8
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.064 วินาที กับ 19 คำสั่ง