เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4]
  พิมพ์  
อ่าน: 30106 เจ้าพระยามหิธร
ถาวภักดิ์
พาลี
****
ตอบ: 240


ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 25 มิ.ย. 04, 16:24

 คุณพวงร้อยคงหมายถึงขนมที่คุณแม่ของอาจารย์เทาฯทำ เป็นของชาติไหนหรือครับ

แต่ขนมโอชารสของผมนี่แปลก ไม่ต้องตีเลย เพียงนำไปอังไฟแล้วใช้ไม้(ตะเกียบหนึ่งข้าง)คนไปเรื่อยๆ  พอน้ำระเหยได้ที่ก็จะฟูขึ้นมาแข็งกรอบเอง  แต่ก็มีบ้างที่ไม่ฟู แห้งแข็งเป็นแผ่นติดอยู่กับภาชนะก็มี ต้องแคะทิ้งไป  พยายามถามหามานานแล้ว ยังไม่เคยพบเสียที
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 26 มิ.ย. 04, 03:12


คิดว่าก็คงใช้หลักการเดียวกันนั่นแหละค่ะ  โปรตีนในไข่ขาวพอถูกความร้อนแล้วจะแข็งกรอบ  เมื่อตีให้ฟองอากาศเข้าไปผสม  ก็ดันพองขึ้นเพราะอากาศร้อนขยายตัวดันผนังโปรตีนที่แข็งกรอบตั้งตัวได้  พอใส่น้ำตาลใส่รสต่างๆมันก็หอมกลิ่นไหม้นิดๆ หวาน มัน ตามสิ่งที่ใส่ไปน่ะค่ะ

ก็ของคุณแค่คนๆเอา  ไม่ได้ตีจนขึ้นฟู ซึ่งก็คือทำให้มีฟองอากาศเข้าไปผสมมากขึ้น  ในขนาดฟองที่เล็กลงมันเลยจะเนียนเนื้อกว่า  แต่คนเบาๆ  จำนวนอากาศเข้าไม่แน่ไม่นอนหรือบางทีก็ไม่พอที่จะดันขึ้น  บางอันมันถึงแฟ่บไปเพราะไข่ขาวก็แข็งกรอบไปตามธรรมชาติของมันเมื่อถูกความร้อน  จะมีฟองข้างในหรือไม่มีมันก็เหมือนกันค่ะ  แต่พอมีฟอง ผนังบางๆมันกรอบ  ทำให้ได้สัมผัสลิ้นต่างกันค่ะ  เพราะมันมี texture ที่ผิดกันมาก

ดูจากชื่อ Meringue น่าจะเป็นภาษาฝรั่งเศสนะคะ  ดิฉันก็ไม่ใช่เด็กศิลป์ ไม่เคยเรียนภาษาฝรั่งเศสเสียด้วย

ตัวอย่างของ คุกกี้เมอแรง จากเว็บนี้นะคะ(มีบอกสูตรด้วยค่ะ) http://www.joyofbaking.com/MeringueCookies.html  
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 26 มิ.ย. 04, 03:18

วิธีของพี่เลี้ยงคุณถาวศักดิ์  เป็นภูมิปัญญาไทยที่น่าสนใจนะคะ  เมืองไทยไม่มีเตาอบ  ขนมนมเนยต่างๆที่รับมาจากชาวตะวันตกที่นิยมอบกัน  คนไทยก็คิดหาวิธีทำให้ออกมาได้ใกล้เคียงต้นตำรับโดยไม่ต้องอาศัยเตาอบเอา  

การอบอาหารด้วยเตา  อาศัย การพาความร้อน  ผ่านโมเลกุลของอากาศ  เข้ามาสัมผัสกับเนื้ออาหาร  เมื่ออยู่ในเตาปิดแบบนั้น  อากาศร้อนก็วนเวียนรอบอาหารโดยทั่ว  ถ้าเราไม่มีเตาอบ  เอาตักใส่ช้อนมาอังๆไฟแบบที่พี่เลี้ยงของคุณทำ  ก็อาศัยแรงมือหมุนไปให้ขนมได้รับความร้อนพอทั่ว  และต้องทำทีละอันๆละเล็กๆ  ซึ่งเปลืองเวลากว่าหยอดทีเดียวทั้งถาดไปอบ  แต่เอาละ เมื่อเราไม่มีเครื่องใช้แพงๆ  เอาแรงงานเข้าสู้แล้วได้กินเหมือนกัน  ก็เป็นการคิดค้นที่น่าทึ่งอยู่มากนะคะ  เพราะคนคิดทำขึ้นมา  ต้องเป็นคนช่างสังเกตมากทีเดียว  ถึงจะเข้าใจธรรมชาติของสารพวกนี้ได้น่ะค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30485

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 26 มิ.ย. 04, 08:00

 ชอบวิธีอธิบายการทำขนมในเชิงวิทยาศาสตร์ของคุณพวงร้อยมากค่ะ
เก๋ดีจัง  ไม่เคยอ่านจากใครมาก่อน
ตอนนี้ลอร่าคงค่อยยังชั่วแล้วนะคะ  
บันทึกการเข้า
vun
พาลี
****
ตอบ: 374


ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 04 มี.ค. 05, 10:00

 เจ้าจอมมารดาชุ่มป็นเจ้าจอมที่ได้สด็จต่างประเทศกับพระพุทธเจ้าหลวง และท่านเป็นน้องของพระยาบุรุษรัตนราชพัลลพ (บ้านของท่านที่ใช้ถ่ายหนังหลายเรื่องไงอยู่ในสำนักงานตรวจบัญชีกองทัพบก)
บันทึกการเข้า
vun
พาลี
****
ตอบ: 374


ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 04 มี.ค. 05, 10:02

 บ้านของท่านพระยาบุรุษรัตนราชพัลลพ ที่ใช้ถ่ายหนังหลายเรื่องไง
บันทึกการเข้า
vun
พาลี
****
ตอบ: 374


ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 04 มี.ค. 05, 10:04

 บ้านของท่านหลังที่2  
บันทึกการเข้า
vun
พาลี
****
ตอบ: 374


ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 04 มี.ค. 05, 10:13

 บ้านท่านหลังแรกครับ  
บันทึกการเข้า
vun
พาลี
****
ตอบ: 374


ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 04 มี.ค. 05, 10:20

บ้านของพระยาบุรุษ เป็นสถาปัตยกรรมแบบสมัยพระเจ้าวิคตอเรียมีลวดลายสวยงาม  ในหน้าต่างเป็นลาปูนปั้นรูปใบผักกาด พอเข้าไปในบ้านจะเห็นบันไดลักษณะวน3รอบ เป็นลายไม้แกะสลัก คล้ายของวังเทเวศน์ มีห้องหลายห้อง และมีห้องที่สวยที่สุดคือห้องรับแขกของท่าน เพดานทำด้วยลวดลายแกะสลักสีสวยงามมาก พออกมาจากห้องจะติดต่อกับสวนไม้ระแนง สมัยปี 2544 ทรุดโทรมมาก สำนักงานตรวจบัญชีกองทัพบก ต้องบำรุงไว้ ภายนอกเสร็จในปี2546 เริ่มบำรุงภายในจนเสร็จปี2548
บันทึกการเข้า
vun
พาลี
****
ตอบ: 374


ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 04 พ.ค. 05, 21:09

 รู้สึกว่าเจ้าจอมมารดาชุ่มจะมีเชื้อไขเป็นญาติกับคูณเปรมแน่เลย เพราะเจ้าคุณปู่ของคุณเปรมก็เป็นเจ้าพระยาโชฏึก
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30485

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 05 พ.ค. 05, 07:40

 พระยาโชฎึกราชเศรษฐี เป็นตำแหน่งของเจ้ากรมท่าซ้าย  ใครได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้ากรม   ก็ใช้ราชทินนามนี้  
จึงมีพระยาโชฎึกฯ หลายท่าน   ในหลายสกุล ในสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5   อย่าง ไกรฤกษ์ โชติเสถียร  โชติกะพุกกะนะ เป็นต้น
บันทึกการเข้า
V_Mee
สุครีพ
******
ตอบ: 1431


ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 13 พ.ค. 05, 10:17

 ขอแก้ไขครับ  จากพระราชบันทึกประวัติต้นรัชกาลที่ ๖ ทรงเล่าว่า เสด็จในกรมราชบุรีฯ ไม่ได้เฝ้าฯ รัชกาลที่ ๕ เลยตราบจนเสด็จสวรรคต  ได้แต่มาเฝ้าเวลาเสด็จออกขุนนางที่พระที่นั่งอภิเศกเสิตแต่เกรงพระราชอาญาจึงไม่ได้เฝ้าตราบจนสิ้นัชกาล  ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ จึงได้โปรดให้กลับเข้ารับราชการเป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการตราบจนสิ้นพระชนม์

ส่วนกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมนั้น  นอกจากเสด็จในกรมฯ แล้ว  ยังรวมถึงพระโอรสที่ถูกห้าเฝ้า
บันทึกการเข้า
เงินปุ่นสี
อสุรผัด
*
ตอบ: 47


ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 28 ก.พ. 06, 09:12

ขุนหลวงพระยาไกรสีฯ ที่เป็นคุณตาคุณมารุต บุนนาคคือ ขุนหลวงพระยาไกรสีฯ (เปล่ง เวภาระ) ครับ ภริยาท่านชื่อคุณหญิงทองคำ บุตรีคนท่านคนหนึ่งชื่อคุณผ่องศรีเป็นภรรยาของพระสุทธิสารวินิจฉัย (มะลิ บุนนาค) ซึ่งเป็นบิดาของคุณมารุต บุนนาค

ขุนหลวงพระยาไกรสีฯ (เปล่ง เวภาระ) ท่านนี้ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๔๔๔ ส่วนงานพระราชทานเพลิงศพมาจัดในปี พ.ศ.๒๕๒๖ เหตุผลที่ช้าไปกว่า ๘๐ ปี ก็อย่างที่คุณน้าชูได้เขียนไว้ครับ

[ข้อมูลนี้ได้มาจาก หนังสืองานศพของขุนหลวงพระยาไกรสีฯ (เปล่ง เวภาระ), พ.ศ.๒๕๒๖]
บันทึกการเข้า
V_Mee
สุครีพ
******
ตอบ: 1431


ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 28 ก.พ. 06, 18:37

 ขุนหลวงพระยาไกรศรี (เปล่ง  เวภาระ) นี้  เป็นคนไทยคนแรกที่สำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตจากประเทศอังกฤษ  เสียดายที่ท่านอายุน้อยมิฉะนั้นคงได้เป็นเจ้าพระยาเสนบดีเป็นแน่ครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.277 วินาที กับ 19 คำสั่ง