เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 13425 สามี ภรรยา
Little Sun
พาลี
****
ตอบ: 212

กำลังตามหาความฝัน


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 16 มี.ค. 04, 09:53

 อาจารย์ต้องให้แฟนอาจารย์ให้คะแนนค่ะ  เพราะคะแนนอาจมากกว่านี้แฟนอาจารย์ก็เลยเลือกอาจารย์ไงคะ    หนูเกิดหลังจากอาจารย์แต่งงานได้ปีเดียวค่ะ  ถ้างั้นหนูก็คงจะรุ่นเดียวกับลูกอาจารย์ใช่มั้ยคะ

   หนูมักจะได้ยินบ่อยๆว่าคู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกัน จริงมั้ยคะ    ตอนนี้หนูว่าหนูก็ก้าวเข้าประตูหมู่บ้านคานทองไปแล้วยังไม่เต็มก้าวดี
บันทึกการเข้า
Little Sun
พาลี
****
ตอบ: 212

กำลังตามหาความฝัน


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 16 มี.ค. 04, 09:56

 ขอฝากบทความนี้เอาไว้ซักบทความ น่าจะเข้ากับกระทู้   บทความนี้นำมาจาก ลานธรรมค่ะ
คัดย่อจาก หนังสือ "ชีวิตกับความรัก" ของท่าน อาจารย์ วศิน  อินทสระ



…………….ความรักที่แท้จริงต้องการความเสียสละสูงเป็นอันมาก  มีความสุขที่ได้เสียสละ  ได้ทำอะไรให้กับคนที่ตนรัก  และความเสียสละเป็นสัญลักษณ์สำคัญประการหนึ่งของความรัก  และเป็นนิมิตหมายว่า  เป็นความรักที่แท้จริง  คือ ต้องเสียสละ  ที่เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่าความรัก  ต้นรัก  ต้องรดด้วยน้ำตา  มันต้องมีความเสียใจ  มันต้องมีความเจ็บปวด  นี่คือ ความรักที่เป็นโลกียะ………

……….. ความสุขที่เกิดจากความรักที่เจือด้วยความใคร่ในประสาทสัมผัส  มักจะเป็นความสุขที่มีปัญหา  มีความขัดแย้งและบกพร่อง เพราะว่าทั้งผู้รักและผู้ถูกรักก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่ไม่สมบูรณ์  มีความบกพร่องอยู่ในตน  เมื่อมาสัมพันธ์กันเข้า  ก็เพิ่มความบกพร่องให้มากขึ้น  เหมือนคนตาบอดคนหนึ่ง  เมื่อมาสัมพันธ์กับคนตาบอดอีกคนหนึ่ง  มันจะทำให้ตาดีขึ้นได้อย่างไร  เป็นไปไม่ได้ มีแต่จะเป็นภาระมากขึ้น       เรื่องนี้เป็นข้อสังเกต  วิญญูชนผู้รู้ควรจะนำมาพิจารณา  การที่คนไปสัมพันธ์กันด้วยความรัก  ในแง่ของเสน่หาหรือ สิเน่หา นั้นคิดว่าจะทำให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้น  แต่บางทีก็ทำให้ความทุกข์สมบูรณ์ขึ้น  เพราะว่าเอาความบกพร่องทั้งสองไปบวกกัน  คนหนึ่งก็บกพร่องอีกคนหนึ่งก็ยังบกพร่อง  แล้วถ้าคนไม่มีธรรมะก็คอยจับผิดกัน  ไม่มีธรรมะเป็นทางดำเนินของความรัก  มันก็ไปนั่งจับผิดกัน  ส่วนที่ดีก็ไม่พูดถึง  มองแต่ส่วนที่ร้าย  มันก็มีความบกพร่อง  พอเอาความบกพร่องไปบวกกับความบกพร่องมันก็ยิ่งมีความบกพร่องมากขึ้น แล้วความบกพร่องมันก็เกิดขึ้นในใจ ………..

……….ควรจะทำความเข้าใจคู่สมรสของตนให้ถ่องแท้ และควรพยายามที่จะเข้าใจเขามากกว่าที่จะพยายามตั้งความหวังให้เขาเข้าใจเรา  ควรทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์  ดีกว่าที่จะพยายามให้เขาทำหน้าที่ของเขาให้สมบูรณ์  โดยที่ตัวเรายังบกพร่องอยู่นานาประการ   ตัวเราก็ยังบกพร่องอยู่มากมาย  แต่ว่าต้องการที่จะให้อีกคนหนึ่งหรืออีกด้านหนึ่งทำหน้าที่ให้สมบูรณ์  หรือว่าถ้าเป็นเพื่อนกันเราก็ควรจะตั้งความหวังว่า  ทำอย่างไรเราจะเป็นเพื่อนที่ดีของใครสักคนหนึ่ง  ไม่ใช่คิดอยู่แต่ว่าทำอย่างไรเราจะได้เพื่อนที่ดีสักคนหนึ่ง………

……..การพ่ายรักและการชนะรัก  ในภาษาโลกและในภาษาธรรม    ถ้าสมมติว่าจำเป็นจะต้องเป็นไปอย่างนั้นแล้ว  ก็ต้องพยายามที่จะทำอย่างไรให้ความรักเป็นพิษต่อจิตใจให้น้อยที่สุด คือว่ารักโดยประการที่จะทำให้มีทุกข์น้อยที่สุด  แต่ถ้าเกิดมีความทุกข์ขึ้นทีไรก็ให้พิจารณาเห็นโทษสิ่งนั้นอยู่เนืองๆ  ให้เห็นโทษของความรักอยู่เนืองๆ  แทนที่จะไปโทษคนนั้นคนนี้  ก็ให้โทษความรักนั่นแหละเป็นตัวการสำคัญ  บางทีเราก็ทำหน้าที่ไปโดยที่ว่ารับผิดชอบ  มีความเข้าใจ  อันนั้นสำคัญกว่าด้วยซ้ำไปสำหรับการดำเนินชีวิตที่เกี่ยวกับความรักความผูกพัน  คือ ทำไปตามหน้าที่ใน “ทิศหก” ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้  ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดี  เราอาจจะมีความสุขที่สงบเย็นตามมามอบให้เป็นรางวัลในภายหลัง  หรือแม้ในขณะที่ทำอยู่นั้นเอง  ได้รู้สึกว่าเขาได้ทำหน้าที่ที่ดีที่สุด  สมบูรณ์ที่สุด  เราก็ชื่นชมตัวเอง…………

………..การปรารถนาความสุขจากภายนอกไม่มีวันสนองความอยากให้เต็มบริบูรณ์ได้  เพราะโดยสภาวะที่แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้มีความบกพร่องอยู่ในตน  เมื่อได้สิ่งนั้นมาจึงได้รับเอาความบกพร่องเหล่านั้นมาด้วย  ท่านลองนึกดูรอบๆตัวท่านว่าท่านมีสิ่งใด  ท่านก็ต้องทุกข์กับสิ่งนั้นบ้างไม่มากก็น้อย  ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า  มีบุตรย่อมเศร้าโศรกเพราะบุตร  ย่อมเดือดร้อนเพราะบุตร  ย่อมมีปัญหาเพราะบุตร  ย่อมจะมีความกังวลเรื่องบุตร  อย่างทำนาก็ย่อมมีโค  ย่อมต้องเดือดร้อนเพราะโค  สมัยก่อนพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้อย่างนั้น…………

………..ความรักที่มีอยู่โดยทั่วๆไปของคนทั้งหลาย  เป็นความรักแบบโลกียะ(เกี่ยวกับโลก)  นั่นมันวางอุเบกขาไม่ได้  วางไม่ลง  มันปล่อยไม่ได้ ก็ยังสร้างความเดือดร้อนให้ไม่มากก็น้อย  เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ต่ำ  หรือในระดับที่ว่าเป็นน้ำที่รดผักได้  รดต้นไม้ได้  แต่ว่าไม่เพียงพอที่จะนำมาดื่มแก้ความกระหายได้  ขอให้เราช่วยกันคิดช่วยกันนึก  ช่วยกันฝึกอบรมพัฒนาให้ดีขึ้น  ให้สูงขึ้น  เรียกว่าใช้ความรักให้เป็นประโยชน์กับชีวิต  ไม่ใช่จมปลักอยู่กับความรักแล้วก็เศร้าหมองไม่มีการพัฒนา  ไม่มีการเสาะหาแสวงหาทางที่จะหลุดพ้น    พระพุทธเจ้าท่านก็ให้เห็นคุณเห็นโทษ  แล้วก็เห็นทางออกว่าเราจะออกอย่างไร  อย่างนี้เป็นต้น  และก็พร้อมที่จะออกไปได้เหมือนเนื้อป่าที่นอนทับกองบ่วงอยู่  แต่ไม่ติดบ่วงเมื่อพรานป่ามาก็พร้อมที่จะหนีไปได้ ไม่เหมือนเนื้อที่ติดบ่วงมันหนีไม่ได้  มันต้องเป็นเหยื่อของนายพราน  มันต้องถูกจับถูกยิงอย่างนี้นะครับ………
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
พาลี
****
ตอบ: 240


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 17 มี.ค. 04, 13:28

 นึกขลังขึ้นมา ขอเถียงท่านอาจารย์วศิน อินทสระ ของหนูตะวันหน่อยเถิด

"…………….ความรักที่แท้จริงต้องการความเสียสละสูงเป็นอันมาก......"  
-  ถ้าต้องถึงกับเสียสละก็ไม่ใช่ความรักในนิยามของผม  รักในพจนานุกรมของความคือความสุขที่ได้ให้แก่คนรัก

"……….. ความสุขที่เกิดจากความรักที่เจือด้วยความใคร่ในประสาทสัมผัส มักจะเป็นความสุขที่มีปัญหา มีความขัดแย้งและบกพร่อง......."
-  บ้า  ความรักกับเซ็กส์เป็นไวพจน์ของกันและกัน  ถ้าละวางจากกามราคะได้ ก็หมดรักแล้ว เหลือได้แต่พรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา  อย่างผมถ้ารู้สึกรักผู้หญิงคนไหน ก็ย่อมเห็นเธอผู้นั้นเป็นที่ปรารถนา ต้องการแต่จะคลอเคลีย โลมเล้าไม่รู้ห่าง  และก็แน่นอนว่าความสุขที่เกิดจากการสัมผัสนั้นจะสมบูรณ์ไปไม่ได้  หากเธอไม่สุขสมไม่รู้เบื่อด้วยเช่นกัน

"……….ควรจะทำความเข้าใจคู่สมรสของตนให้ถ่องแท้ และควรพยายามที่จะเข้าใจเขามากกว่าที่จะพยายามตั้งความหวังให้เขาเข้าใจเรา......."  
-  ก่อนคิดจะสมรสต้องรู้จักตนเองก่อน  มิฉะนั้นแล้วอย่าคิดรับผิดชอบชีวิตใคร  ตัวของตัวเองยังไม่รู้จักแล้วจะไปรู้จักใครอื่นได้

"……..การพ่ายรักและการชนะรัก......"  
-  ความรักไม่ใช่การแข่งขันเอาชัย  หากคิดเอาชนะแล้ว นั่นย่อมไม่ใช่ความรัก

"………..การปรารถนาความสุขจากภายนอกไม่มีวันสนองความอยากให้เต็มบริบูรณ์ได้ เพราะโดยสภาวะที่แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้มีความบกพร่องอยู่ในตน......."  
-  เออ อันนี้ไม่เถียงก็ได้  เล่นเอาพระธรรมมาพูด ใครจะเถียงได้ละหว่า

"………..ความรักที่มีอยู่โดยทั่วๆไปของคนทั้งหลาย เป็นความรักแบบโลกียะ(เกี่ยวกับโลก) นั่นมันวางอุเบกขาไม่ได้ วางไม่ลง มันปล่อยไม่ได้ ก็ยังสร้างความเดือดร้อนให้ไม่มากก็น้อย....."
-  ก็ความรักเป็นเรื่องของโลกอยู่แล้ว  วางอุเบกขาได้เมื่อไร ก็เป็นการปฏิบัติแบบพรหม หรือเรียกว่าประพฤติพรหมจรรย์ เป็นการออกจากกาม ก็ย่อมหมดรัก  แต่ถ้ายังมีรัก ก็ต้องมีทุกข์  และยินดีพอใจที่จะแบกรับทุกข์นั้นไว้เพื่อคนรักเสียด้วยซ้ำ

นี่แหละจำไว้นะหนูตะวัน ความรักของนักเลงโบราณเป็นแบบนี้
ตรงไปตรงมา  ไม่มีการสร้างภาพ  เป็นความรักที่สร้างชาติสืบแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน  ทีมันแตกแยกมีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ เพราะมันรักไม่เป็นแม้แต่รักตัวเอง  เป็นแต่เห็นแก่ตัวทั้งนั้น
บันทึกการเข้า
Little Sun
พาลี
****
ตอบ: 212

กำลังตามหาความฝัน


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 18 มี.ค. 04, 10:21

 "…………….ความรักที่แท้จริงต้องการความเสียสละสูงเป็นอันมาก......"
- ถ้าต้องถึงกับเสียสละก็ไม่ใช่ความรักในนิยามของผม รักในพจนานุกรมของความรักคือความสุขที่ได้ให้แก่คนรัก
***  แต่หนูคิดว่าการให้ก็คือการเสียสละอย่างหนึ่งนะคะ สละได้แม้จะต้องแลกกับชีวิต (หนูคิดเอง นิยายจริง จริ๊ง)

"……….. ความสุขที่เกิดจากความรักที่เจือด้วยความใคร่ในประสาทสัมผัส มักจะเป็นความสุขที่มีปัญหา มีความขัดแย้งและบกพร่อง......."
- บ้า ความรักกับเซ็กเป็นไวพจน์ของกันและกัน ถ้าละวางจากกามราคะได้ ก็หมดรักแล้ว เหลือได้แต่พรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อย่างผมถ้ารู้สึกรักผู้หญิงคนไหน ก็ย่อมเห็นเธอผู้นั้นเป็นที่ปรารถนา ต้องการแต่จะคลอเคลีย โลมเล้าไม่รู้ห่าง และก็แน่นอนว่าความสุขที่เกิดจากการสัมผัสนั้นจะสมบูรณ์ไปไม่ได้ หากเธอไม่สุขสมไม่รู้เบื่อด้วยเช่นกัน
***   จากบรรทัดแรก  อ่านดูแล้ว ความรักมีความหมายแค่เพียงเรื่องนี้หรือคะ  (ดูจากบรรทัดแรก)

"……….ควรจะทำความเข้าใจคู่สมรสของตนให้ถ่องแท้ และควรพยายามที่จะเข้าใจเขามากกว่าที่จะพยายามตั้งความหวังให้เขาเข้าใจเรา......."
- ก่อนคิดจะสมรสต้องรู้จักตนเองก่อน มิฉะนั้นแล้วอย่าคิดรับผิดชอบชีวิตใคร ตัวของตัวเองยังไม่รู้จักแล้วจะไปรู้จักใครอื่นได้
***  หนูคิดว่าศึกษาตัวเองไม่พอหรอกค่ะ ต้องทำความเข้าใจคนรักบ้าง รักเค้าอย่างที่เค้าเป็น  เข้าใจว่าทำไมเค้าต้องเป็นแบบนั้น
"……..การพ่ายรักและการชนะรัก......"
- ความรักไม่ใช่การแข่งขันเอาชัย หากคิดเอาชนะแล้ว นั่นย่อมไม่ใช่ความรัก
***  การพ่ายรักและการชนะรัก จากข้อความนี้  หนูคิดว่า ไม่น่าจะเป็นการแข่งขันแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะรักไม่เป็นต่างหากจึงต้องทุกข์ใจเพราะหวังมากเกินไปแล้วไม่ได้ดั่งใจ  นี่น่าจะหมายถึงการพ่ายรัก  การชนะรัก น่าจะหมายถึงคนที่รู้จักรักรักด้วยสมอง ไม่คิดแต่ได้ รู้จักที่จะให้และยอมบ้างในบางครั้ง
"………..การปรารถนาความสุขจากภายนอกไม่มีวันสนองความอยากให้เต็มบริบูรณ์ได้ เพราะโดยสภาวะที่แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้มีความบกพร่องอยู่ในตน......."
- เออ อันนี้ไม่เถียงก็ได้ เล่นเอาพระธรรมมาพูด ใครจะเถียงได้ละหว่า
*** อาจารย์ท่านมีหน้าที่สอนธรรมะและเผยแพร่ธรรมะน่ะค่ะ

"………..ความรักที่มีอยู่โดยทั่วๆไปของคนทั้งหลาย เป็นความรักแบบโลกียะ(เกี่ยวกับโลก) นั่นมันวางอุเบกขาไม่ได้ วางไม่ลง มันปล่อยไม่ได้ ก็ยังสร้างความเดือดร้อนให้ไม่มากก็น้อย....."
- ก็ความรักเป็นเรื่องของโลกอยู่แล้ว วางอุเบกขาได้เมื่อไร ก็เป็นการปฏิบัติแบบพรหม หรือเรียกว่าประพฤติพรหมจรรย์ เป็นการออกจากกาม ก็ย่อมหมดรัก แต่ถ้ายังมีรัก ก็ต้องมีทุกข์ และยินดีพอใจที่จะแบกรับทุกข์นั้นไว้เพื่อคนรักเสียด้วยซ้ำ
*** ออกจากกาม กับหมดรัก ไม่น่าจะเกี่ยวกันนะคะ เราอาจจะเปลี่ยนจากรักแบบสามีภรรยามาเป็นรักเหมือนเพื่อน เหมือนพี่น้องก็ได้ใช่มั้ยคะ สถานะเปลี่ยนไป แต่ความรักยังคงอยู่ มีเมตตา มีความปรารถนาดีให้แก่กัน  บางคนพอเลิกรักกัน  กลายเป็นศัตรูกัน เพราะคิดว่าไม่เกี่ยวกันแล้ว เธอจะเป็นตายร้ายดีก็เรื่องของเธอ  อย่างนี้ฟังดูไม่ค่อยดีเลย  น่าจะนึกถึงตอนรู้จักกันครั้งแรกบ้าง

นี่แหละจำไว้นะหนูตะวัน ความรักของนักเลงโบราณเป็นแบบนี้
ตรงไปตรงมา ไม่มีการสร้างภาพ เป็นความรักที่สร้างชาติสืบแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน ทีมันแตกแยกมีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ เพราะมันรักไม่เป็นแม้แต่รักตัวเอง เป็นแต่เห็นแก่ตัวทั้งนั้น (กราบขอบพระคุณ สำหรับข้อคิดค่ะ)

***หนูต้องขอโทษคุณถวามิภักดิ์ด้วยนะคะหากหนูแสดงความเห็นไม่ถูกกาละเทศะ  ถือว่าเป็นการดีค่ะที่มีคนมาแสดงความคิดเห็นกับบทความทำให้เห็นมุมมองกว้างขึ้นไปอีก
บันทึกการเข้า
Little Sun
พาลี
****
ตอบ: 212

กำลังตามหาความฝัน


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 18 มี.ค. 04, 10:50

 ขอฝากขอยกธรรมบท ในเรื่องของนางโกลิกาผู้ประหารกิเลส (ซึ่งเป็นข้อความที่พระอานนท์ได้เมตตาให้ธรรมกับนางโกกิลาผู้หลงรักพระอานนท์) บางตอนมาให้อ่านกันค่ะ(คัดลอกข้อความมาจากคุณ satina ลานธรรม)


ทุกคนต้องการความสมหวังในชีวิตรัก แต่ความรักไม่เคยให้ความสมหวังแก่ใครถึงครึ่งหนึ่งแห่งความต้องการ ยิ่งความรักที่ฉาบทาด้วยความเสน่หาด้วยแล้วจะเป็นพิษแก่จิตใจ ทำให้ทุรนทุรายดิ้นรนไม่รู้จักจบสิ้น ความสุขที่เกิดจากความรักนั้นเหมือนความสบายของคนป่วยที่ได้กินของแสลง เธออย่าพอใจในเรื่องความรักเลย เมื่อหัวใจถูกลูบไล้ด้วยความรัก หัวใจนั้นจะสร้างความหวังขึ้นอย่างเจิดจ้า แต่ทุกครั้งที่เราหวังความผิดหวังก็จะรอเราอยู่ น้องหญิง! อย่าหวังอะไรให้มากนัก จงมองดูชีวิตอย่างผู้ช่ำชอง อย่าวิตกกังวลอะไรล่วงหน้า ชีวิตนี้เหมือนเกลียวคลื่นซึ่งก่อตัวขึ้นแล้วม้วนเข้าหาฝั่งและแตกกระจายเป็นฟองฝอย จงยืนมองดูชีวิตเหมือนคนผู้ยืนอยู่บนฝั่งมองดูเกลียวคลื่นในมหาสมุทรฉะนั้น

"โกกิลาเอย! เมื่อความรักเกิดขึ้น ความละอายและความเกรงกลัวในสิ่งที่ควรกลัวก็พลันสิ้นไป เหมือนก้อนเมฆมหึมา เคลื่อนตัวเข้าบดบังดวงจันทร์ให้อับแสง ธรรมดาสตรีนั้นควรจะยอมตายเพราะความละอาย แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นความละอายมักจะตายไปก่อนเสมอ เมื่อความใคร่เกิดขึ้นความละอายก็หลบหน้า เพราะเหตุนี้พระบรมศาสดาจึงตรัสว่าความใคร่ทำให้คนมืดบอด อนึ่งโลกมนุษย์ของเรานี้ เต็มไปด้วยชีวิตอันประหลาดพิสดารต่างชนิดและต่างรส ชีวิตของแต่ละคนได้ผ่านมาและผ่านไป ด้วยความระกำลำบากทุกข์ทรมาน ถ้าชีวิตมีความสุขก็เป็นความหวาดเสียวที่จะต้องจากชีวิตอันรื่นรมย์นั้นไป

"โกกิลาเอย! มนุษย์ทั้งหลายผู้ยังมีอวิชชาเป็นฝ้าบังปัญญาจักษุนั้น เป็นเสมือนทารกน้อยผู้หลงเข้าไปในป่าใหญ่อันรกทึบซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายอันน่าหวาดเสียวและว้าเหว่เงียบเหงา มนุษย์ส่วนใหญ่แม้จะร่าเริงแจ่มใสอยู่ในหมู่ญาติและเพื่อนฝูง แต่ใครเล่าจะทราบว่าในส่วนลึกแห่งหัวใจเขาจะว้าเหว่ และเงียบเหงาสักปานใดแทบทุกคนว้าเหว่ไม่แน่ใจว่าจะยึดเอาอะไรเป็นหลักของชีวิตที่แน่นอน เธอปรารถนาจะเป็นอย่างนั้นด้วยหรือ?

"น้องหญิง! บัดนี้เธอมีธรรมเป็นเกาะที่พึ่งแล้วจงยึดธรรมเป็นที่พึ่งต่อไปเถิด อย่าหวังอย่างอื่นเป็นที่พึ่งเลย โดยเฉพาะความรักความเสน่หาไม่เคยเป็นที่พึ่งจริงจังให้แก่ใครได้ มันเป็นเสมือนตอที่ผุ จะล้มลงทันทีเมื่อถูกคลื่นซัดสาด

"ธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในเพศใดภาวะใด การกระทำที่นึกขึ้นภายหลังแล้วต้องเสียใจนั้น พระศาสดาทรงสอนให้เว้นเสีย เพราะฉะนั้นแม้จะประสบปัญหาหัวใจ หรือได้รับความทุกข์ยากลำบากสักปานใด ก็ต้องไม่ทิ้งธรรม มนุษย์ที่ยังมีอาสวะอยู่ในใจนั้น ย่อมจะมีวันพลั้งเผลอประพฤติผิดธรรมไปบ้าง เพราะยังมีสติไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อได้สติในภายหลังแล้ว ก็ควรตั้งใจประพฤติธรรมสั่งสมความดีกันใหม่ ยิ่งพวกเรานักบวชด้วยแล้วจำเป็นต้องมีอุดมคติ การตายด้วยอุดมคตินั้นมีค่ากว่าการเป็นอยู่โดยไร้อุดมคติ

"น้องหญิง! ธรรมดาว่าไม้จันทร์นั้น แม้จะแห้งก็ไม่ทิ้งกลิ่น อัศวินก้าวลงสู่สงครามก็ไม่ทิ้งลีลา อ้อยแม้เข้าสู่หีบยนต์แล้วก็ไม่ทิ้งรสหวาน บัณฑิตแม้ประสบทุกข์ก็ไม่ทิ้งธรรม พระศาสดาทรงย้ำว่าพึงสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรักษาธรรม
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
พาลี
****
ตอบ: 240


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 18 มี.ค. 04, 12:11

 *** แต่หนูคิดว่าการให้ก็คือการเสียสละอย่างหนึ่งนะคะ สละได้แม้จะต้องแลกกับชีวิต (หนูคิดเอง นิยายจริง จริ๊ง)
- นี่ไง ถ้ารู้สึกว่าต้อง"เสีย"สละ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ทำด้วยความยินดีพอใจ  ฉะนั้นผมจึงยืนยันว่า ถ้ารักจริงต้องมีความสุขที่จะให้ และไม่รู้สึกว่าต้องเสีย ต้องสละ

*** จากบรรทัดแรก อ่านดูแล้ว ความรักมีความหมายแค่เพียงเรื่องนี้หรือคะ (ดูจากบรรทัดแรก)
- นี่เป็นส่วนหนึ่งของการทำความรู้จักตัวเอง ไม่หลอกตัวเอง ตราบใดที่เรายังไม่เป็นพระอนาคามี เราย่อมยังมีกามราคะทั้งสิ้น  ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมากับตนเองแล้ว จะไปหวังความซื่อสัตย์จากใครอื่นได้  ผู้ที่จะแก้ปัญหาได้ ย่อมต้องยอมรับก่อนว่ามีปัญหา  หากตนเองยังไม่ยอมรับ เทวดาหน้าไหนก็ช่วยแก้ไม่ได้

*** หนูคิดว่าศึกษาตัวเองไม่พอหรอกค่ะ ต้องทำความเข้าใจคนรักบ้าง รักเค้าอย่างที่เค้าเป็น เข้าใจว่าทำไมเค้าต้องเป็นแบบนั้น
- ผู้ที่มีปัญญาที่ปราณีตละเอียดอ่อนพอที่จะรู้จักตนเองอย่างแท้จริง จึงจะมีปัญญารู้จักผู้อื่นได้  ปัญญาแบบนี้แหละจะเป็นรากฐานที่มั่นคงในการแผ่ความสุขไปสู่คนโดยรอบ  พระอรหันต์ได้รับการกราบไหว้บูชาโดยทั้งสามโลก ท่านไม่ได้ไปทำความเข้าใจเอาชนะใครอื่นเลย  ท่านทำความเข้าใจแต่ในตนจนบังเกิดปัญญาเอาชนะกิเลสในตนเองเท่านั้น

*** การพ่ายรักและการชนะรัก จากข้อความนี้ หนูคิดว่า ไม่น่าจะเป็นการแข่งขันแต่อย่างใด ......
- โดยเนื้อหาไม่ได้เถียงจ้ะ  ติงแต่การใช้คำ ความรักที่จะเป็นพิษน้อยย่อมต้องไม่มองว่าเป็นการแข่งขัน  มิฉะนั้นแล้วคือความเห็นแก่ตัว หาใช่รักไม่

*** อาจารย์ท่านมีหน้าที่สอนธรรมะและเผยแพร่ธรรมะน่ะค่ะ
- ทราบอยู่จ้ะ เคยผ่านตาผลงานของอาจารย์วศินมานานมาก แต่มุมมองของผู้คนใจยุคของอาจารย์  โดยเฉพาะในประเด็นการให้นิยามความรักนั้น  ผมเห็นว่ายังสับสน และเป็นทฤษฎีหรืออุดมการณ์ ที่ไม่ตรงกับความจริง  ทัศนคติของผู้คนในยุคอาจารย์ที่ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง เป็นรากฐานที่พัฒนามาเป็นความไม่รู้จักตนเองของคนในยุคปัจจุบัน และเป็นรากเหง้าของทุกปัญหาร้ายแรงที่เรากำลังเผชิญอยู่ในสังคม

*** ออกจากกาม กับหมดรัก ไม่น่าจะเกี่ยวกันนะคะ เราอาจจะเปลี่ยนจากรักแบบสามีภรรยามาเป็นรักเหมือนเพื่อน เหมือนพี่น้องก็ได้ใช่มั้ยคะ ........
- นี่ก็อีก ความสำนึกในความเนื่องต่อบุคคลอื่นนั้นเป็นกามาวจร ก็คือยังข้องอยู่ในกามราคะนั่นแหละ  ถ้าวางอารมณ์ในพรหมวิหารได้ ก็เป็นพรหม  และที่สำคัญและสูงมาก คืออุเบกขา ปัจจุบันหนูตะวันยังอาจไม่ค่อยต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นมากนัก จึงอาจยังไม่สามารถเข้าใจได้เต็มที่  ต่อไปถ้าต้องมีกิจกรรมร่วมกับคนจำนวนมาก ยิ่งต้องรับผิดชอบดูแลคนจำนวนมาก ถ้าไม่รู้จักวางอารมณ์พรหมวิหารเลย  ถ้าไม่ถูกเขาฆ่าตาย ก็คงได้ฆ่าตัวตายเอง

***หนูต้องขอโทษคุณถวามิภักดิ์ด้วยนะคะหากหนูแสดงความเห็นไม่ถูกกาละเทศะ......
- ไม่มีอะไรต้องโทษจ้ะ ยกเว้นที่พิมพ์ชื่อผิด คนเราย่อมมีทัศนะคติไม่ตรงกันบ้างเป็นธรรมดา  นึกสนุกก็เอามาเถียงกันซะที  ถ้าวางอุเบกขาไม่เป็นก็กลายเป็นความขัดแย้ง ขยายตัวไปเป็นโทสะ นี่เห็นหรือยังว่าอุเบกขานะดีจริง อย่าไปหาว่าเป็นการหมดรัก  ที่เราคิดอย่างนั้นเพราะเรายังไม่รู้จักตัวเอง คิดแบบเห็นแก่ตัว แม้แต่รักตัวเองอย่างแท้จริงก็ยังทำไม่เป็น   ต่อไปถ้าหนูตะวันได้สมรสสมรักกับผู้ที่รู้จักอารมณ์อุเบกขาอย่างแท้จริง นั่นแหละคือโชคอันประเสริฐ  ที่สำคัญอย่าทำตนเป็นลิงได้แก้วก็แล้วกัน
บันทึกการเข้า
Little Sun
พาลี
****
ตอบ: 212

กำลังตามหาความฝัน


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 18 มี.ค. 04, 19:53

 - นี่ไง ถ้ารู้สึกว่าต้อง"เสีย"สละ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ทำด้วยความยินดีพอใจ ฉะนั้นผมจึงยืนยันว่า ถ้ารักจริงต้องมีความสุขที่จะให้ และไม่รู้สึกว่าต้องเสีย ต้องสละ
*** แต่หนูคิดว่าถ้าการเสียสละมาจากใจนั่นย่อมแสดงว่า พอใจนะคะ สาระสำคัญไม่น่าจะอยู่ที่พอใจแต่น่าจะอยู่ที่การกล้าเสียสละดีกว่าไม่กล้าที่แม้จะสละอะไร

- นี่เป็นส่วนหนึ่งของการทำความรู้จักตัวเอง ไม่หลอกตัวเอง ตราบใดที่เรายังไม่เป็นพระอนาคามี เราย่อมยังมีกามราคะทั้งสิ้น ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมากับตนเองแล้ว จะไปหวังความซื่อสัตย์จากใครอื่นได้ ผู้ที่จะแก้ปัญหาได้ ย่อมต้องยอมรับก่อนว่ามีปัญหา หากตนเองยังไม่ยอมรับ เทวดาหน้าไหนก็ช่วยแก้ไม่ได้
*** น่าคิดนะคะ จริงอยู่คนที่จะละกามได้ต้องเป็นพระอนาคามี  แต่ถ้าเราไม่มัวหมกมุ่นคิดแต่เรื่องนี้มีสติอย่างต่อเนื่องอยู่กับปัจจุบันให้มาก   อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ต้องห่างๆเราไปบ้าง   ถึงจะไม่สามารถตัดขาดได้ก็ตาม  

- ผู้ที่มีปัญญาที่ปราณีตละเอียดอ่อนพอที่จะรู้จักตนเองอย่างแท้จริง จึงจะมีปัญญารู้จักผู้อื่นได้ ปัญญาแบบนี้แหละจะเป็นรากฐานที่มั่นคงในการแผ่ความสุขไปสู่คนโดยรอบ พระอรหันต์ได้รับการกราบไหว้บูชาโดยทั้งสามโลก ท่านไม่ได้ไปทำความเข้าใจเอาชนะใครอื่นเลย ท่านทำความเข้าใจแต่ในตนจนบังเกิดปัญญาเอาชนะกิเลสในตนเองเท่านั้น
*** แต่โดยมากคนธรรมดาสามัญชนยังไม่ได้เป็นพระอรหัตน์กันนี่คะ จึงทำอย่างท่านไม่ได้  หนูเห็นด้วยค่ะว่าก่อนอื่นเราต้องรู้จักตัวเองก่อนแต่ก็ยังยืนยันว่าต้อง ศึกษาทำความเข้าใจคนรอบตัวบ้าง ไม่เฉพาะแต่คนที่เรารักและตัวเอง เพราะจิตใจเป็นเรื่องที่ละเอียดและซับซ้อนพอสมควร การศึกษานิสัยใจคอคนหรือจริตของแต่ละคนเป็นเรื่องสำคัญนะคะถ้าเราสารถรู้จริตคนที่เราต้องพบปะและอยู่ร่วมกันจะทำให้เราสามารถเข้าใจคนเหล่านั้นขึ้น  เช่นถ้าอยู่ใกล้คนที่มีโทสะจริต (โทสะจริตจะมีลักษณะโผงผางทำอะไรเสียงดัง ทำอะไรรวดเร็ว ) แล้วเค้ามักทำอะไรเสียงดัง ถ้าเราไม่เข้าใจว่าเค้ามีลักษณะอย่างนี้เอง เราก็จะพาลโกรธเค้าได้และอาจคิดว่าเค้าทำประชดเราหรือเปล่า  ประโยชน์ของการรู้จริตมีประโยชน์อย่างมากถ้าเจ้านายรู้จริตลูกน้อง  คนแบบนี้ต้องพูดด้วยยังไง เราจะใช้ให้ใครทำงานนี้ดี  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะรู้จริตของใครได้ก็ต้องศึกษาดูก่อน  



- ทราบอยู่จ้ะ เคยผ่านตาผลงานของอาจารย์วศินมานานมาก แต่มุมมองของผู้คนใจยุคของอาจารย์ โดยเฉพาะในประเด็นการให้นิยามความรักนั้น ผมเห็นว่ายังสับสน และเป็นทฤษฎีหรืออุดมการณ์ ที่ไม่ตรงกับความจริง ทัศนคติของผู้คนในยุคอาจารย์ที่ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง เป็นรากฐานที่พัฒนามาเป็นความไม่รู้จักตนเองของคนในยุคปัจจุบัน และเป็นรากเหง้าของทุกปัญหาร้ายแรงที่เรากำลังเผชิญอยู่ในสังคม
***แล้วแบบไหนคะถึงจะถูกต้อง ความรักไม่มีถูกผิดไม่ใช่หรือคะ  


-ไม่มีอะไรต้องโทษจ้ะ ยกเว้นที่พิมพ์ชื่อผิด คนเราย่อมมีทัศนะคติไม่ตรงกันบ้างเป็นธรรมดา นึกสนุกก็เอามาเถียงกันซะที ถ้าวางอุเบกขาไม่เป็นก็กลายเป็นความขัดแย้ง ขยายตัวไปเป็นโทสะ นี่เห็นหรือยังว่าอุเบกขานะดีจริง อย่าไปหาว่าเป็นการหมดรัก ที่เราคิดอย่างนั้นเพราะเรายังไม่รู้จักตัวเอง คิดแบบเห็นแก่ตัว แม้แต่รักตัวเองอย่างแท้จริงก็ยังทำไม่เป็น ต่อไปถ้าหนูตะวันได้สมรสสมรักกับผู้ที่รู้จักอารมณ์อุเบกขาอย่างแท้จริง นั่นแหละคือโชคอันประเสริฐ ที่สำคัญอย่าทำตนเป็นลิงได้แก้วก็แล้วกัน
***  หนูเห็นด้วยค่ะว่าอุเบกขาดีจริง  ถ้าหนูเป็นลิงก็ขอกล้วยน้ำว้าดีกว่าค่ะไม่อยากได้แก้ว  แหะแหะ
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
พาลี
****
ตอบ: 240


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 19 มี.ค. 04, 10:21

 ยุคของอาจารย์วศินเป็นยุคที่นิยมบูชาวัฒนธรรมตะวันตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา  เวลาจะกล่าวถึงความรักอันบริสุทธิ์ก็นิยมหยิบยกเอาทฤษฎีพลาโตนิกเลิฟมาเป็นคัมภีร์

หากวัฒนธรรมฝรั่งนั้นเป็นวัฒนธรรมแห่งการสร้างภาพ ที่พัฒนาตนขึ้นมาจากการชูกิเลสและผลประโยชน์เป็นเป้าหมาย

ดูอย่างคำว่า Double Stadard ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงหยิบยกมาเป็นหนึ่งในหัวข้อที่พระราชทานตักเตือน  เป็นคำศัพท์ของวัฒนธรรมฝรั่งโดยแท้ หาคำไทยที่มีความหมายกระชับตรงกันไม่ได้

ในวัฒนธรรมไทยไม่มีความจำเป็นต้องบัญญัติศัพท์เช่นนี้  เพราะพระพุทธศาสนาที่แทรกอยู่ในทุกอณูของวัฒนธรรมไทย หล่อหลอมอบรมให้บรรพบุรุษไทยรู้จักใช้สติสร้างปัญญาให้เท่าทันธรรมารมณ์ในตน อันมีผลให้เท่าทันความดีชั่วในผู้อื่นไปด้วย อย่างไม่สามารถสร้างภาพปิดบังได้  และยังมีความซื่อตรงทั้งในและนอกด้วยศีล  บรรพบุรุษไทยจึงรู้ถึงคุณค่าแห่งความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น

ถ้าส่วนใดที่อาจารย์วศินหยิบยกมาแสดงเป็นพระธรรมของแท้ ย่อมไม่สามารถเถียงได้  สิ่งใดที่สลับสับสนกับทัศนคติและวัฒนธรรมที่มุ่งร้าย สิ่งนั้นเป็นอันตรายเป็นพิษภัยที่จำเป็นต้องคัดแยกมิให้ปะปนกับของดีของสูงที่เป็นมรดกสูงค่าของชาวไทย
บันทึกการเข้า
Little Sun
พาลี
****
ตอบ: 212

กำลังตามหาความฝัน


ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 22 มี.ค. 04, 12:28

 บางครั้งเราต้องยอมรับนะคะว่าคำบางคำต้องให้เป็นภาษาอังกฤษ เช่น Computer , printer และอื่นๆ เรียกชื่อไทยคงแปลกๆ

       ทฤษฎีความรักของพลาโตนิกเลิฟเป็นยังไงหนูไม่ทราบหรอกค่ะ  รู้แต่ว่ารักก็คือรัก
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.04 วินาที กับ 19 คำสั่ง