ว่าด้วยโล่ และตราต่างๆ

(1/4) > >>

นิลกังขา:
 ในกระทู้นิทานชาลมาญ คุณบัวดินถามถึงเรื่องโล่ของอัศวินยุคกลาง ซึ่งต่อมาวิวัฒนาการมาเป็นตราประจำตระกูลขุนนาง ตราประจำราชวงศ์ ตราแผ่นดิน ตราเมือง ฯลฯ

เรื่องนี้ยาว มีรายละเอียดมาก เป็นวิชาศึกษาได้ 1 วิชาเลยครับ

ขอเล่าอย่างย่นย่อมากๆ ว่า ในสมัยโบราณในเมืองฝรั่งนั้น ไม่ใช่ทุกคนมีสิทธิถืออาวุธ คนที่ถืออาวุธได้มีแต่พวกอภิสิทธิชน คนจนไม่มีสิทธิ์ ที่ไม่มีสิทธิ์นั้นนอกจากเป็นเรื่องชนชั้นศักดิ์ศรีแล้วยังเป็นเรื่องสตางค์ด้วย เพราะเครื่องรบพร้อมทั้งโล่ดาบหอก หมวกเกราะเสื้อเกราะทั้งของตัวเองและของม้า รวมแล้วก็หลายเงินอยู่ ขนาดสเปอร์ คือเดือยรองเท้าสำหรับกระตุ้นม้านั้น บางคู่ก็ทำด้วยเงินหรือทองซะแล้ว ชาวไร่ชาวนาฝรั่งจนๆ จึงไม่มีสิทธิ์อย่างว่า มีแต่อัศวินและเจ้านายจึงจะมีอาวุธได้

เวลาอัศวินแต่งเครื่องรบใส่เกราะนั้น บางทีก็ดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร ดังนั้นจึงเกิดมีธรรมเนียมทำเครื่องหมายให้เห็นว่าใต้เกราะลงไปนั้นมีใครอยู่ เช่นเป็นธง หรือทาสีทำลวดลายที่โล่ ใครเห็นเข้าก็รู้ว่าอ้อนี่เซอร์อะไร สมมติว่าอัศวินคนนั้นกล้าหาญฝีมือดี คู่ต่อสู้เห็นแค่เครื่องหมายที่โล่ก็ระย่อเสียก่อนแล้ว เป็นการข่มขวัญทางจิตวิทยาได้ด้วย (ถ้าผมเป็นอัศวิน คู่ต่อสู้เห็นเครื่องหมายที่โล่ว่าเป็นอีตาเซอร์นิลกังขา หมูสนามนี่เอง ก็คงจะยิ้ม...)

ออกนอกเรื่องนิดหนึ่ง อัศวินฝรั่งใส่หมวกเกราะแต่ก่อนนี้ก็ไม่ถึงกับปิดหน้าตาหมด เช่นหมวกนักรบโรมันนั้นยังเห็นหน้ากันอยู่ แต่มาในสมัยหลังปิดหน้าหมดเหลือแต่ช่องลูกตาที่ทำเป็นหน้าต่างเปิดปิดได้ พอปิดหน้าต่างที่หน้าแล้วแม้ตัวเองจะมองลอดออกมาได้ คนอื่นก็ไม่เห็นเลยว่าเป็นใคร (หน้าต่างที่หมวกเกราะนี่เรียกว่า visor) เขาว่ากันว่าที่ทหารปัจจุบันทักทายกันด้วยการตะเบ๊ะหรือทำวันทยหัตถ์ คือเอาฝ่ามือขวาแตะกระบังหมวก นั้น ทฤษฎีหนึ่งบอกว่าสืบมาแต่สมัยที่อัศวินฝรั่งยังใส่หมวกเกราะปิดหน้าอยู่ เมื่อเจอทหารอีกคนหนึ่งอยากจะรู้ว่าเป็นใคร ใช่ศัตรูรึเปล่าก็ต้องเอามือดัน visor ของตนเปิดขึ้น ทหารฝรั่ง (และทหารทั่วโลก) จึงเลยติดเป็นนิสัยเมือเจอทหารด้วยกันก็ต้องเอามือขวาดันกระบังหน้า เมื่อกระบังหน้าไม่มีเสียแล้วเพราะเลิกใส่เกราะแล้ว ก็เลยแตะกระบังหมวกแทน บางคนบอกด้วยว่าที่แบมือตะเบ๊ะก็เพื่อให้เห็นว่าไม่มีอาวุธ (ทหารอังกฤษและฝรั่งเศสตะเบ๊ะไม่เหมือนทหารไทยและอเมริกัน ทหารเราตะเบ๊ะโดยแบมือก็จริง แต่คว่ำฝ่ามือลง ทหารอังกฤษแบมือ และตะเบ๊ะทั้งมือแบ เปิดฝ่ามือเข้าหาผู้ถูกตะเบ๊ะ)

นิลกังขา:
 ต่อนะครับ

ลวดลวยที่โล่นั้นก็ทำเป็นรูปต่างๆ สีต่างๆ เดิมก็คงจะทำเป็นสีก่อน เช่น สีแดง สีขาว แดงสลับขาว หรือสีอื่นๆ มีทั้งที่เป็นลายริ้ว หรือแบ่งเป็นส่วนๆ (ที่เห็นบ่อยคือแบ่งโล่เป็นสี่ส่วนเรียกว่า quartering) มีรูปต่างๆ เติมเข้าไป เช่น คนสัตว์สิ่งของนกหนูปูปลาช้างม้าวัวควาย ฯลฯ พืชพรรณต่างๆ เครื่องหมายต่างๆ ตั้งแต่กางเขน ดาบ พิณ รูปปราสาท เรือใบ ฯลฯ

ต่อมาก็ไม่ใช่เฉพาะแต่โล่อย่างเดียวแล้ว เริ่มเอาโล่มาวางประกอบเข้ากับเครื่องรบอื่นๆ เห็นสวยดีก็ใช้เป็นตราต่อมา เช่น อาจจะมีโล่ (ที่มีเครื่องหมายประจำตัว) อยู่ตรงกลาง แล้วมีหมวกเกราะอยู่ข้างบน มีดาบหรืออาวุธยาวอื่นๆ วางประกอบ ถ้าเป็นตราของเจ้านาย หมวกเกราะก็เปลี่ยนไปเป็นมงกุฏ มีเครื่องหมายอื่นเพิ่มเข้ามาอีก เช่น เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เป็นที่ภูมิใจก็เอารูปของอิสริยาภรณ์นั้นมาใส่เข้า มีการเพิ่มเสื้อคลุมหรือฉลองพระองค์ครุยของพระราชาเข้าไปเป็นฉากหลัง ทีนี้ศิลปะการออกแบบตราก็ชักจะสนุกสนานขึ้น เอาอะไรต่ออะไรมาวางประกอบกันได้มากมายหลายอย่างหนักขึ้น จนถึงกับเพิ่มรูปสิงสาราสัตว์หรือบางทีก็รูปคนคอยยืนประกอบสองข้างตรา เพิ่มคำขวัญเข้าไปใต้ตราอีกก็มี ตอนนี้ไม่ใช่วาดตราบนโล่อัศวินแล้วแต่เป็นตราที่ออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อใช้เป็นตราเลยทีเดียว

ตราต่างๆ นี้เมื่อเป็นตราของกษัตริย์ ก็ชักจะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะไม่ใช่แต่ตราของคนๆ หนึ่ง แต่เป็นตราของตระกูลหรือราชตระกูลทั้งวงศ์ สืบสิทธิ์กันได้ และถ้าเป็นของเจ้านายก็กลายเป็นตราของแผ่นดินอาณาจักรของเจ้านายองค์นั้น มีการวิวัฒนาการ เช่นว่า พ่อใช้ตรารูปอะไรอย่างหนึ่ง มีลูกแตกแขนงออกไป ลูกก็อาจเอาบางส่วนในตราพ่อมาใช้ประกอบในตราตัวเอง หรือบางทีพระราชาองค์หนึ่งไปได้ดินแดนเพิ่มขึ้นมา ก็ประกาศให้โลกรู้โดยเอาสัญลักษณ์ที่หมายถึงดินแดนใหม่ผนวกเข้าไปในตราประจำพระองค์หรือตราแผ่นดิน เมื่อเสียดินแดนไปก็ต้องปรับตราเหมือนกัน

เมื่อธรรมเนียมนี้กลายมาเป็นตราตระกูล บางทีก็มีการเล่นคำโดยผูกกับชื่อตระกูลหรือนามสกุล ให้มีความหมายใกล้ๆ กันหรือออกเสียงคล้ายกันก็มี เช่นตระกูล Harthill ในอังกฤษใช้ตราที่มีรูปหัวใจกับภูเขาอยู่ด้วย ในเมืองไทยเรา พระบรมราชวงศ์ "จักรี" ใช้พระราชสัญลักษณ์เป็นรูป "จักร-ตรี" ไขว้กัน ก็เป็นเรื่องของการคิดหารูปให้ตรงกับการออกเสียงเหมือนกัน ผมไม่ทราบว่าใช้มาตั้งแต่สมัยไหน ถ้าเริ่มใช้สมัยที่รับวัฒนธรรมฝรั่งแล้วก็เป็นไปได้ว่าได้ความนิยมเรื่องตราตระกูลเช่นนี้มาจากฝรั่ง ถ้าใช้มาก่อนก็แปลว่าเผอิญคิดคล้ายๆ กัน

แต่ตราแผ่นดินที่ใช้ในสมัย ร. 5 นั้นเห็นได้ชัดว่าได้ความคิดมาจากตรา Coat of Arms ฝรั่งแน่นอน ก่อนหน้านั้นเราก็ใช้ตรา เมืองจีนก็มีตรา แต่ตราประทับทางเอเชียเดิมไม่ได้ผูกกับโล่อัศวินฝรั่ง ตราของเราเป็นรูปเครื่องหมายอะไรก็ได้สุดแต่จะคิดขึ้น เช่นตราสามดวงก็เป็นราชสีห์ คชสีห์ บัวแก้ว  พระราชลัญจกรของไทยเดิมเป็นตราพระราชลัญจกรมหาโองการ (รูปตัวโอมในภาษาฮินดู) หงสพิมาน พระครุฑพ่าห์ หรือตราจีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวหนังสือจีน ก้ไม่มีอะไรเป็นรูปโล่อัศวิน เพิ่งมาสมัยที่ ร. 5 ทรงเปิดประเทศพัฒนาสยามให้ทันกับตะวันตก ที่ได้รับสั่งให้ออกแบบตราแผ่นดินขึ้นใหม่เป็นแบบ Coat of Arms ฝรั่ง

นิลกังขา:
 ตราแผ่นดินเดิมสมัย ร. 5 ก่อนที่เราจะใช้ตราครุฑเป็นตราแผ่นดินในราชการเดี๋ยวนี้นั้น ถ้าใครนึกไม่ออกก็ขอให้นึกถึงตราหน้าหมวกตำรวจ เพราะเมื่อไม่ได้ใช้เป็นตราแผ่นดินแล้วตำรวจไทยก็เชิญตรานี้ไปประดับหน้าหมวกจนปัจจุบันนี้

ลักษณะตราแผ่นดิน เป็นรูปโล่อยู่ตรงกลาง แบ่งเป็นสามส่วน ส่วนบนของโล่เป็นรูปช้างสามเศียร หมายถึงสยามเหนือ สยามกลาง สยามใต้ ส่วนล่างของโล่แบ่งอีกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นรูปช้าง (ธรรมดา มีหัวเดียว) 1 เชือก หมายถึงประเทศราชทางลาว ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของพระราชอาณาเขต อีกส่วนหนึ่งเป็นรูปกริช 2 เล่มไขว้กัน หมายถึงประเทศราชทางหัวเมืองมลายูทั้งหลาย ซึ่งตอนนั้นยังขึ้นกับไทยเหมือนกัน

เบื้องบนขึ้นไปจากโล่ มีพระมหาพิชัยมงกุฏเปล่งรัศมีอยู่ (มงกุฏไทยไม่ใช่มงกุฎทรงฝรั่ง แต่ความคิดเดียวกัน) มีตราพระราชวงศ์จักรีอยู่ใต้มหามงกุฎ มีพระมหาเศวตรฉัตรอยู่สองข้างมงกุฏ และมีเครื่องราชกกุธภัณฑ์ คือเครื่องหมายแสดงความเป็นพระราชาของราชบัลลังก์สยามประกอบอยู่รอบๆ

เบญจราชกกุธภัณฑ์นั้นมีห้าอย่าง หรือถ้าถามผมก็ว่าห้าอย่างครึ่ง เพราะไม่แน่ใจว่ามันห้าหรือหกอย่างกันแน่ อย่างแรกคือพระมหาพิชัยมงกุฏ อย่างที่สองคือพระแสงขรรค์หรือดาบ อย่างที่สามคือธารพระกรคือไม้เท้า ทั้งพระแสงดาบและไม้เท้านี้ไขว้กันประกอบอยู่สองฟากของโล่ เห็นแต่ด้าม อย่างที่สี่และสี่ครึ่งที่จริงเป็นสองอย่าง แต่โบราณท่านนับเป็นอย่างเดียวกัน คือที่บาลีเรียกว่าวาลวีชนี ซึ่งแปลออกมาได้เป็นสองอย่างคือพระแส้ปัดขนจามรีก็ได้ พัดก็ได้ ไม่แน่ใจว่าคืออะไรแน่ เพื่อให้ปลอดภัยโบราณท่านก็เลยสร้างไว้ทั้งสองอย่าง แต่เวลานับ นับเป็นอย่างเดียว อย่างที่ห้าคือฉลองพระบาทหรือรองเท้าเชิงงอน เครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้งห้านี้ล้วนเป็นส่วนประกอบของตราอาร์มแผ่นดินทั้งสิ้น อยู่รอบๆ โล่

สองฟากตรามีราชสีห์คชสีห์ประคองตรา ซึ่งเป็นความคิดฝรั่งเหมือนกัน แต่เมื่อมาถึงเมืองไทยแทนที่จะเป็นสิงโตกับยูนิคอร์น หรือมังกรในนิยายฝรั่ง ก็เป็นสัตว์ในนิยายไทยของเราเอง ซึ่งเคยอยู่ในตราเก่าของเราเอง

รอบโล่ตราแผ่นดินมีรูปสายสังวาลย์นพรัตน์ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงมากตระกูลหนึ่ง (คล้ายๆ กับรูปสายเข็มขัดในตราแผ่นดินอังกฤษ ซึ่งมุ่งให้หมายถึงอิสริยาภรณ์ตราการ์เตอร์) ล่างลงมาเป็นสายสร้อยในเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ซึ่งเป็นอิสริยาภรณ์ชั้นสูงอีกตระกูลของเมืองไทย สถาปนาโดยในหลวง ร. 5 เอง

พื้นหลังของตราเป็นรูปฉลองพระองค์ครุย คลี่คลุมโล่หรือตราอยู่ เอาแบบมาจากพื้นหลังตราฝรั่งที่เป็นรูปผ้าคลุมหรือเสื้อคลุมเหมือนกัน

ล่างสุดเป็นแถบแพรหรือแถบริบบิ้น ในตราฝรั่งก็จะเป็นคำขวัญภาษาละตินบ้าง หรือภาษาอื่นๆ ของเราเป็นพระคาถาภาษาบาลี  
แปลว่า ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ ยังให้เกิดความเจริญ

นี่แหละครับ ตราอาร์มของไทยที่เทียบได้กับตราอาร์มของฝรั่ง

นิลกังขา:
 ลากตราโล่ฝรั่งมาขึ้นเรือนไทยได้แล้ว ขอแถมครับ

คำว่า โล่ นั้นพจนานุกรมราชบัณฑิตฯ บอกว่าคือ "เครื่องปิดป้องศาัตรวุธอย่างหนึ่งมีรูปร่างต่างๆ เช่น โล่ดั้ง โล่เขน" แปลว่าโล่เป็นคำรวม จะรูปอะไรก้ได้

โล่มีแยกย่อยลงไปตามรูปร่างของโล่ เช่น เขน พจนานุกรมบอกว่าเป็น "เครื่องมือสำหรับป้องกันอาวุธ รูปสีเหลี่ยมผืนผ้า" ดั้ง เป็น "เครื่องถือสำหรับป้องกันอาวุธ รูปคล้ายกาบกล้วย"

นิลกังขา:
 ในเมืองไทย นอกจากตราแผ่นดินเก่าสมัย ร. 5 ที่เป็นตราอาร์มแบบโล่แล้ว ตราประจำกรมตำรวจเดิมหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เป็นรูปโล่ แต่จะได้มาจากฝรั่งหรือมาอย่างไรก็ไม่ทราบ

ตราโล่ของตำรวจเป็นโล่กลม มีดาบขัดอยู่ 1 เล่ม ถ้าคิดถึงหน้าที่เดิมของตำรวจตั้งแต่สมัยโบราณที่คอยอารักขาพระเจ้าแผ่นดินในกระบวนเสด็จแล้ว ก็น่าเชื่อว่าจะมาจากความคิดเดิมของไทยเราเอง หน้าตาทั้งโล่ทั้งดาบดูเป็นไทยๆ มากครับ ถ้าสมมติว่าผู้ออกแบบได้รับอิทธิพลฝรั่งจริงๆ ก็สามารถออกแบบให้กลมกลืนเป็นไทยได้ดีทีเดียว

ตราของทหารไทยไม่ยักกะเป็นรูปโล่หรือตราอาร์มแบบฝรั่ง ทหารบกเป็นจักรอยู่ใต้พระมหามงกุฏมีช่อชัยพฤกษ์รองรับ ทหารเรือเป็นสมอใต้มงกุฎมีช่อชัยพฤกษ์เหมือนกัน และทหารอากาศก็เป็นปีกคู่หนึ่งภายใต้มหามงกุฎมีช่อชัยพฤกษ์ด้วย มงกุฎในเครื่องหมายสามเหล่าทัพนั้นแปลว่ากองทัพเป็นกองทัพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นจอมทัพไทย

ธรรมเนียมการมีตัวอะไรอยู่สองข้างตราที่เป็นธรรมเนียมฝรั่งนั้น ยังปรากฏอีกที่หนึ่งในตราเมืองไทย คือตราของสำนักนายกรัฐมนตรี รูปตราราชสีห์คชสีห์รักษารัฐธรรมนูญ ราชสีห์นั้นแทนราชการฝ่ายพลเรือน เพราะเป็นตราของสมุหนายก (และเดี๋ยวนี้เป็นตรามหาดไทย) ส่วนคชสีห์แทนราชการฝ่ายทหาร เพราะเป็นตราขของสมุหพระกลาโหม แต่สำนักนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลจำเป็นต้องสั่งได้ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ทั้งนี้ โดยยึดรัฐธรรมนูญเป็นที่ตั้ง

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป