เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 7
  พิมพ์  
อ่าน: 53646 วรรคทองในวรรณคดีสุดโปรดของท่าน (2)
นิรันดร์
องคต
*****
ตอบ: 522


ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 10 มิ.ย. 05, 00:14

ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นหน้าอาย
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
แต่เมาใจนั้นประจำทุกค่ำคืน
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
พาลี
****
ตอบ: 240


ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 10 มิ.ย. 05, 14:55

 อ.นิรันดร์พิมพ์ผิดครับ  ต้อง...สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน

นึกถึงเพราะราชนิพนธ์อันแสนหวานในพระพุทธเจ้าหลวงที่พระราชทานให้เจ้าจอบสดับ กำกับกำไลพระราชทาน

กำไลมาศชาตินพคุณแท้
ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นย่อมยืนสี
ดังใจตรงคงคำร่ำพาที
จะร้ายดีขอให้เห็นเป็นเสี่ยงทาย
ตาปูทองสองดอกตอกสลัก
ตรึงความรักรับไว้อย่าให้หาย
แม้รักร่วมสรวมไว้ให้ติดกาย
เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย

ถ้าเป็นคนหนุ่มแต่งคงไม่ประทับใจจำติดหัวไม่รู้ลืมอย่างนี้  เพราะเป็นพระราชนิพนธ์ในพระพุทธเจ้าหลวง ในช่วงพระชนมายุที่ต้องแบกรับพระราชภาระกิจอย่างหนักหน่วงเหลือคณานับ  ทั้งยังทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจเป็นล้นพ้น  กลับกอรปไปด้วยน้ำพระทัยพระราชทานความอาทรอย่างลึกซึ้งละเอียดอ่อนให้กับเด็กสาวกำพร้าตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่แม้จะปฏิบัติดังนางบำเรอ ก็ไม่มีผู้ใดจะบังอาจตำหนิว่ากล่าวได้

สมแล้วที่แม้เวลาผ่านไปเป็นร้อยปี ประชาชนชาวไทยยังกราบไหว้บูชาประดุจเทพเจ้า

....เห็นจะสิ้นอายุพระนคร
ให้อาวรณ์ผู้รักษาหามีไม่
เป็นป่าหญ้ารกดังพงไพร
แต่จะสาบสูญไปทุกทิวา
คิดมาก็เป็นน่าอนิจจัง
ด้วยกรุงเป็นที่ตั้งพระศาสนา
ทั้งอารามเจดีย์ที่บูชา
ปฏิมาฉลององค์พระทรงญาณ
ก็ทลายยับยุ่ยเป็นผุยผง
เหมือนพระองค์เสด็จดับสังขาร
ยังไม่สิ้นศาสนามาอรธาน
ทั้งเจดีย์วิหารก็สูญไป....

นี่เป็นส่วนต้นของเพลงยาวพระนิพนธ์ในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(บุญมา)  เห็นอ.เทาฯ ตัดส่วนพระราชปณิธานจากพระราชนิพนธ์นิราศท่าดินแดงใน ร.1 แล้วนึกถึงเสด็จกรมพระราชวังบวรฯ ที่ทรงเหนื่อยยากตรากตรำพระวรกายเจ็บร้อนแทนแผ่นดิน
นี่ก็ทรงเป็นอีกพระองค์หนึ่งที่ทรงมีความชัดเจนในพระศรัทธาอันลึกซึ้งในพระพุทธศาสนา

เห็นพระรูปถวายพระแสงดาบคู่พระหัตถ์ขุนศึกสองแผ่นดิน เป็นพุทธบูชา ที่หน้าวัดมหาธาตุครั้งใด ความรู้สึกอันบรรยายได้ยากก็พากันหลั่งไหลจนร้อนหัวตา นึกอยากถวายบังคมกราบซบที่พระบาทให้นานแสนนานทุกครั้งไป
บันทึกการเข้า
นิรันดร์
องคต
*****
ตอบ: 522


ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 11 มิ.ย. 05, 21:30

 ขอบคุณที่ทักท้วงครับ  
แก้แล้วนะครับคุณถาวภักดิ์
บันทึกการเข้า
V_Mee
สุครีพ
******
ตอบ: 1431


ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 11 มิ.ย. 05, 22:27


ขออนุญาตแก้ไขนะครับ
กล้วยไม้มีดอกช้า ........... ฉันใด
การศึกษาก็เป็นไป ........ เช่นนั้น
แต่ออกดอกคราวใด ........ งามเด่น
งานสั่งสอนปลูกปั้น .......... เสร็จแล้วแสนงาม
ท่านผู้ประพันธ์ท่านว่า "ออกดอก" นั้นไม่สุภาพชวนให้นึกถึงโรคของบุรุษ  ท่านจึงใช้ "ดอกออก" ครับ  พอดีมีลายมือท่านผู้ประพันธ์อยู่  เลย Copy มาฝากครับ
บันทึกการเข้า
สียะตราหนึ่งหรัด
อสุรผัด
*
ตอบ: 5


ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 18 มิ.ย. 05, 03:01

 อยู่เพื่ออะไร

      ฉันอยู่เพื่อบุคลที่ฉันรัก  
  ซึ่งใจซื่อถือศักดิ์สุจริต
      และรักฉันมั่นมานปานชีวิต
   ในความผิดความหลงปลงอภัย
       ฉันอยู่เพื่อหน้าที่ที่พันผูก
   เพื่อฝังปลูกความหวังพลังไข
        เป็นท่อธารรักท้นล้นพ้นไป
    หล่อดวงใจแล้งรื่นให้ชื่นบาน
        ฉันอยู่เพื่อค้นหาสัจจะ
    กลางโมหะอาเกียรเบียฬประหาร
         เพื่อสื่อแสงแจ้งสว่างพร่างตระการ
    กลางวิญญาณมืดมิดอวิชชา
         ฉันอยู่เพื่อดวงใจที่ไร้ญาติ
    ที่แร้นแค้นแคลนขาดวาสนา
         เพื่อรอยยิ้มพริ้มยลปนน้ำตา
     บนดวงหน้าโศกช้ำระกำกรม
         ฉันอยู่เพื่อเยื่อใยใจมนุษย์
     บริสุทธิ์สอดผสานงานผสม
         เป็นเกลียวมั่นขันแกร่งแรงกลืนกลม
     พายุร้ายสายลมมิอาจคลอน
         ฉันอยู่เพื่อความฝันอันเพริศแพร้ว
     เมื่อโลกแผ้วหลุดพ้นคนหลอกหลอน
          เมื่ออามิสฤทธิ์แรงแท่งทองปอนด์
     มิอาจคลอนใจคนให้หม่นมัว
          ฉันอยู่เพื่อยุคทองของคนยาก
     ที่เขาถากทรกรรมซ้ำปั่นหัว
           เพื่อความถูกที่เขาถมจมทั้งตัว
      เพื่อความกลัวกลับกล้าบั่นอาธรรม
           เพื่อโลกใหม่ใสสะอาดพิลาศเหลือ
      เมื่อคนเอื้อไมตรีอวยไม่ขวยขำ
           เพื่อแสงรักส่องรุ่งพุ่งเป็นลำ
      สว่างนำน้องพี่มีชัยเอย

                                                        อุชเชนี

เขียนจากความทรงจำครับ ถ้าผิดพลาดประการใด ขออภัยด้วยครับ
บันทึกการเข้า
โชติธนรัตน์
อสุรผัด
*
ตอบ: 1


ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 19 มิ.ย. 05, 16:13

 ได้ยลน้องน้องนวลพักตร์พักตร์ผ่องผิว
เจ้างามโฉมโฉมชื่นจิตจิตเจียนปลิว
ดูดิ่งลิ่วลิ่วลอยเลื่อนเลื่อนลงดิน
จะหาไหนไหนจะเหมือนเหมือนโฉมสมร
จริตงอนงอนงามเฉิดเฉิดโฉมฉิน
มารยาทยาตรเยื้องย่างอย่างกินริน
พี่แดดิ้นดิ้นโดยรักรัดรึงใจ
      กลอนหงส์คาบพวงแก้ว
      พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
บันทึกการเข้า
นิรันดร์
องคต
*****
ตอบ: 522


ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 21 มิ.ย. 05, 17:10


. . . . ต้นหญ้าผลิดอกได้ . . . . . ทันใจ
การศึกษาเป็นไป . . . . . . . . . . . เช่นนั้น
ดาววัยรุ่นทำไฉน . . . . . . . . . . . ตามอย่าง แน่เฮย
กลอนเปล่าวิบัติสบั้น . . . . . . . . . สื่อให้เรียนเอา

. . . . .บอกจำจำง่ายได้ . . . . . . . . ไม่ทำ
ผรุสวาทออกเพียงคำ . . . . . . . . . แม่นแท้
เด็กเล็กกลับเที่ยวนำ . . . . . . . . . . ไปพร่ำ ทั่วนา
ตัวอย่างยินเพียงแม้ . . . . . . . . . . ครึ่งครั้งทำตาม
บันทึกการเข้า
นธ.นรินทร
อสุรผัด
*
ตอบ: 2

เรียนโทที่ มศว และทำงานเป็นครูที่สุรินทร์


ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 30 มิ.ย. 05, 18:52

 จาก คห.11

มีสองขามายืนบนผืนภพ
มีตาครบคู่สมองมาส่องหน
มีสองมือถือพิทักษ์รักค่าตน
มีกมลมาเพื่อเชื่อตนเอง

ถ้าผมจำไม่ผิดไม่ใช่ของ อ.เนาวรัตน์ นะครับ รู้สึกคนแต่งจะถือ วนิดา สถิตานนท์ หรือไม่อย่างไรไม่ทราบ (เพราะนานมากแล้ว) กลอนบทนี้อยู่ในแบบเรียนภาษาไทย ม.6 หลักสูตร 2524 ชื่อกลอนคือ เพื่อศักดิ์นักสู้ เต็ม ๆ คือ (คงมีบางวรรคผิด ถึงจะเป็นกลอนที่ผมชอบ แต่ว่าก็ลืม ๆ ไปบ้าง วานใครมีเวลาว่าตรวจสอบความถูกต้องด้วยนะครับ)

ไม่ต้องการ...
ความสงสารปานใดจากใครสิ้น
ไม่ชอบมีชีวิตติดแผ่นดิน
โดยถูกหมิ่นถูกสมเพชเวทนา
ไม่คิดง้อขอให้ใครช่วยเหลือ
ความจุนเจือจากใครไม่เคยหา
ไม่ชอบให้ใครกล่อมย้อมอุรา
เรื่องพึ่งพาอาศัยไม่ต้องการ
ไม่เคยหวังกำลังใดจากใครหมด
ทั้งศักดิ์ยศสดใสลาภไพศาล
ไม่หวังให้ใครหนุนบุญบันดาล
ชอบผลงานทุกอย่างสร้างด้วยตัว
ไม่เคยหวังพลังใดจากใครด้วย
ยอมมอดม้วยมิให้ใครคุ้มหัว
ไม่ชอบให้ใครประมาทว่าหวาดกลัว
วานคนชั่วช่วยใดไม่เคยคิด
ขอภูมิใจในศักดิ์ของนักสู้
ขอเป็นผู้ทรนงความทรงสิทธิ์
ขอจองหองผยองศรียิ่งชีวิต
ขอมีจิตโอหังกำลังตน
มีสองขามายืนบนผืนภพ
มีตาครบคู่สมองมาส่องหน
มีสองมีถือพิทักษ์รักค่าตน
มีกมลมาเพื่อเชื่อตนเอง

ส่วนวรรคทองฯ ที่ผมชอบนะหรือครับ

เป็นวรรคหนึ่งของงานเขียนที่อาจจะไม่มีใครรู้จักมากนัก นักเขียนชื่อ รมย์ รติวัน ในรวมเรื่องสั้นเรื่อง ปุยนุ่นกับดวงดาว  

"ดาวตกลงมาจากฟ้าทุกคืน แต่ดาวก็ไม่เคยหมดไปจากฟ้า... ก็เหมือนกับความหวังของมนุษย์นั่นแหละ ที่แม้จะผิดหวังสักกี่ครั้งก็ตาม แต่มนุษย์ก็ไม่เคยหมดหวัง"
บันทึกการเข้า
นธ.นรินทร
อสุรผัด
*
ตอบ: 2

เรียนโทที่ มศว และทำงานเป็นครูที่สุรินทร์


ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 30 มิ.ย. 05, 18:54

 อ้อ
เห็นหลายคน post โคลงโลกนิติ ผมชอบบทหนึ่งครับ ชอบที่สุด

  ก้านบัวบอกลึกตื้น          ชลธาร
มรรยาทส่อสันดาร           ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำขาน    ควรทราบ
หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ   บอกร้าย  แสลงดิน
บันทึกการเข้า
ลลิน
อสุรผัด
*
ตอบ: 4



ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 12 ส.ค. 05, 19:51

 โศกเสียเถิดขวัญแม้หวั่นไหว
ร้องเสียเถิดใจแม้อยากร่ำ
เจ็บเถิดจงเจ็บเพื่อจดจำ
ช้ำเถิดหากช้ำเพราะก้าวไป

รักเถิดจงรักหากรักแท้
แพ้เถิดหากแพ้เพื่อเริ่มใหม่
ยอมเถิดหากยอมเพื่อหลอมใจ
ล้มเพื่อจะได้ลุกขึ้นยืนฯ

กลอนสองบทนี้จากบทกวีนิพนธ์เรื่อง บนปีกปรารถนา ของคุณพจนาถ พจนาพิทักษ์ค่ะ  อ่านแล้วรู้สึกฮึดสู้ดี เลยถือเป็นวรรคสุดโปรดวรรคหนึ่ง

อีกวรรคก็จากเรื่องวารีดุริยางค์ค่ะ  

ขอกายเจ้าจงเป็นเช่นต้นไม้
ยืนอยู่ได้โดยภพสงบนิ่ง
เพื่อแผ่ร่มและเป็นหลักให้พักพิง
แต่งดอกพริ้งผลัดฤดูอยู่ชั่วกาล
และใจเจ้าจักเป็นเช่นสายน้ำ
ใสเย็นฉ่ำชื่นแล้วไหลแผ่วผ่าน
เพื่อเลี้ยงชีพชโลมไล้ให้เบิกบาน
เพียงพ้องพานผิวแผ่วแล้วผ่านเลย

กำลังอยากจะมีใจเหมือนสายน้ำในแง่ที่ "ใสเย็นฉ่ำ" อย่างนี้ค่ะ แต่ในแง่ธรรมชาติของน้ำ ที่จะไหลลงต่ำเสมอนี่  คงต้องขอตัว  จริงมั๊ยคะ
บันทึกการเข้า

Life offers endless possibilities
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 21 ส.ค. 05, 09:58

 ข้อความที่ยกมานี้ ไม่ใช่กวีนิพนธ์
แต่มีความหมาย ที่สอนใจ และทันสมัยในโลกไซเบอร์
ถือเป็นวรรคทองสำหรับดิฉัน
ก็เลยขอยกมาให้อ่านด้วยกันค่ะ

 http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=5595
ตอบคำถามเรื่อง**กรรมที่ทำบนอินเตอร์เน็ต**โดย พี่ดังตฤณ

--------------------------------------------------------------------------------

ถาม – การเขียนข้อความหรือนำเสนอเนื้อหาอะไรผ่านอินเตอร์เน็ตโดยใช้นามแฝง ถือเป็นกรรมหรือไม่? เพราะไม่มีใครรู้จักชื่อเรา ไม่มีใครเห็นหน้าเรา ไม่มีใครได้ยินเสียงเรา เหมือนเราไม่มีตัวตน

ผมเห็นว่าคำถามนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องกรรมได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ยังนึกว่าการก่อกรรมเป็นเรื่องที่ต้องโชว์ตัว โชว์เสียง หรืออย่างน้อยก็ต้องมีชื่อแซ่ของเจ้าตัวปรากฏเป็นที่รับรู้เสียก่อน ความเข้าใจดังกล่าวนั้นคลาดเคลื่อนนะครับ กรรมนั้นคือเจตนา ต่อให้คุณนอนคิดร้ายอยู่บนยอดเขา ไม่มีใครเห็น คุณก็ทราบชัดอยู่แก่ใจ และสามารถสำเหนียกรู้สึกได้ว่าใจคุณดำมืดเพราะโดนเมฆหมอกอกุศลทาบทับแล้ว

สำหรับกรรมที่ทำอยู่ในใจจริงๆ มีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจคุณเองคนเดียวนั้น เรียกว่า ‘มโนกรรม’ สำหรับมโนกรรมนั้นจะสำเร็จสมบูรณ์เต็มขั้นในทันทีที่ตั้งใจคิดและมีความยินดีกับความคิดนั้น หากจะพูดว่ามโนกรรมคือกรรมที่ก่อแล้วยังไม่ทันส่งผลกระทบดีร้ายกับผู้อื่นก็คงได้ ตัวอย่างเช่นคุณคิดจะด่าเขา แต่ระงับใจไม่ด่า อย่างนั้นก็เป็นเพียงมโนกรรมอันเป็นอกุศล มีผลให้จิตคุณทุกข์ร้อนอยู่คนเดียว ยังไม่เป็นวจีกรรม ยังไม่มีเสียงกระทบหูใครให้ใจเป็นทุกข์ขึ้นมา

แต่หากคลื่นความคิดแรงจนทะลักรั้วกั้น หลุดจากสมองไปกระทบผู้อื่น ไม่ว่าจะทางภาษาพูดหรือภาษาเขียน ทำให้เขาเกิดความเข้าใจว่าคุณคิดอย่างไร ตรงนั้นจัดว่าเป็นวจีกรรมได้หมด พูดง่ายๆว่า ‘ภาษา’ นั่นเองคือเครื่องมือก่อวจีกรรมของมนุษย์

ฉะนั้นคุณจะแอบเขียนอะไรทางอินเตอร์เน็ตโดยใช้นามแฝงเฉพาะกิจ ไม่มีใครอื่นรู้เห็น ไม่มีใครรู้จักเลย แม้เพียงครั้งเดียวก็นับว่าสร้างวจีกรรมไปแล้วหนึ่งครั้ง และกรรมก็จะติดตามคุณเป็นเงาตามตัว ไม่ผิดต่างไปจากกรรมอื่นๆที่กระทำโดยเปิดเผยหน้าตาตัวตน เจตนาเกิดขึ้นที่จิตของคุณ กรรมก็เกิดที่จิตของคุณเช่นกัน เพราะกรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าบุคคลคิดแล้วจึงก่อกรรมทางกาย วาจา ใจ

อินเตอร์เน็ตเปิดโอกาสให้เราเห็นอะไรหลากหลายจริงๆ แม้แต่การทำงานของกรรม อย่างเช่นที่ผมรู้จักหลายๆคน เห็นกรรมทางวาจาของเขาในเบื้องต้น แล้วได้เห็นพัฒนาการหรือความเสื่อมทรามทางจิตใจในเวลาต่อมา เป็นไปตามวิธีคิดเขียนให้ดีให้ร้ายแก่ผู้อื่น

ผู้ก่อความวุ่นวาย นานไปย่อมมีจิตใจที่วุ่นวาย ปั่นป่วนเหมือนพายุ และแสดงแนวโน้มที่จะฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปในเรื่องเหลวไหล พูดจาจับต้นชนปลายไม่ติดมากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ก่อกระแสความเยือกเย็น นานไปย่อมมีจิตใจเยือกเย็น สงบราบคาบผาสุก และแสดงแนวโน้มที่จะแน่วนิ่งหนักแน่นในเรื่องเป็นเหตุเป็นผล พูดจามีต้นมีปลายมากขึ้นเรื่อยๆ

บอกได้เลยครับว่าวจีกรรมที่เกิดขึ้นในโลกอินเตอร์เน็ตนั้น อาจจะให้ผลเร็วและแรงเสียยิ่งกว่าวจีกรรมที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงเสียอีก ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร? เพราะบนอินเตอร์เน็ตอาจมีผู้รับคำพูดของคุณจำนวนมาก ขอให้ลองนึกดู หากคุณพูดเบาๆว่า ‘ไอ้โง่’ ก็อาจมีคุณคนเดียวในโลกที่ได้ยินเสียงอกุศลของตัวเอง แต่ถ้าคุณพิมพ์คำว่า ‘ไอ้โง่’ ลงในกระทู้ของเว็บบอร์ดที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมคับคั่ง คุณไม่มีทางปรับให้ดังหรือเบาได้ตามใจชอบได้เลย คุณทำอกุศลกรรมกับคนแบบไม่เลือกหน้าเข้าแล้ว คำด่านั้นอาจทำให้คนนับพันนับหมื่นเกิดความแสลงใจ ความแสลงใจของคนนับไม่ถ้วนนั่นแหละ จะย้อนกลับมาก่อเหตุให้คุณแสลงใจยิ่งกว่าพวกเขาได้

ผมเห็นแล้วนึกเสียดายครับ หลายคนยังเป็นเด็ก และมีความสนุกที่จะขีดเขียนข้อความฝากไว้ในอินเตอร์เน็ตด้วยความคึกคะนอง บางทีไม่รู้ตัวเลยว่าเอาอนาคตมาทิ้งเสียด้วยการสนทนาแบบไร้หน้าไร้เสียงนี่เอง

โอกาสก่อกรรมในยุคไอทีของพวกเรานี้ มีได้เป็นร้อยเป็นพันเท่ามากกว่ายุคอื่นครับ กระดิกนิ้วง่ายๆไม่กี่ที ผลอาจใหญ่หลวงยิ่งกว่าพยายามพูดในห้องประชุมใหญ่หลายๆอาทิตย์เสียอีก หากจิตตั้งไว้ดีแล้วก็สบายตัวไป แต่หากจิตยังตั้งไว้ในมุมมืด อย่างนั้นก็คงน่าเป็นห่วงหน่อยล่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 23 ส.ค. 05, 07:27

 อันข้าไทยได้พึ่งเขาจึงรัก
แม้ถอยศักดิ์สิ้นอำนาจวาสนา
เขาหน่ายหนีมิได้อยู่คู่ชีวา
แต่วิชาช่วยกายจนวายปราณ.

ทราบว่าเป็นของท่านสุนทรภู่ แต่ไม่ทราบที่มาอันละเอียดกว่านี้

วันที่ 23 ส.ค. 2548 - 06:49:25
โดย: บูรพ์  [IP: 203.113.67.68,,]
บันทึกการเข้า
ju
อสุรผัด
*
ตอบ: 18

ทำงานค่ะ


ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 29 ส.ค. 05, 22:04


ไปอ่านบทนี้มาจาก pantip.com  ค่ะ

...เพ็ญพระจันทร์นั้นสว่างแต่ข้างขึ้น
กระต่ายมึนเมาเพ็ญจนเป็นบ้า
แต่ทรามวัยใสสุกทุกเวลา
ให้ตัวข้าเมามึนทั้งขึ้นแรม ฯ

.............................น.ม.ส.

แล้วก็ ลทกวี ของท่านอังคารค่ะ

เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง
มุ่งปรารถนาสิ่งใดในหล้า
มิหวังกระทั่งฟากฟา
ซบหน้าติดดินกินทราย

จะเจ้บจำไปถึงปรโลก
ฤๅรอยโศกรู้ร้างจางหาย
จะเกิดกี่ฟากฟ้ามาตรมตาย
ก็อย่าหมายจะให้ หัวใจ

แต่บทหนึ่งที่  อ่านแล้วลืม  ก็มีค่ะ แต่ชอบมาก  ของ  อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์    ที่บอก ประมาณว่า

อนิจจา ฉันทำชีวิตหล่นหายไปช่วงหนึ่ง  ช่วงที่เป็นบุหงาลดาวัลย์
บันทึกการเข้า
ju
อสุรผัด
*
ตอบ: 18

ทำงานค่ะ


ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 29 ส.ค. 05, 22:06

 ขอโทษค่ะ  พิมพ์ผิด  บทกวี // ฟากฟ้า   ค่ะ
บันทึกการเข้า
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 30 ส.ค. 05, 18:30

 แม้นแผ่นดินสิ้นชายที่พึงเชย
อย่ามีคู่เสียเลยจะดีกว่า
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.165 วินาที กับ 19 คำสั่ง