เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 7
  พิมพ์  
อ่าน: 111885 เจ้าวังปารุสก์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
 เมื่อ 10 พ.ย. 03, 10:33

 กระทู้นี้สืบเนื่องมาจากกระทู้ เจ้าดาราทอง
 http://www.vcharkarn.com/snippets/vcafe/show_message.php?Pid=16239
คุณพวงร้อยอ่านพระนิพนธ์ "เกิดวังปารุสก์" แล้วสนใจอยากจะทราบชีวิตต่อจากนั้นของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ผู้นิพนธ์
คุณทองรักก็มาสนับสนุนอีกรายหนึ่ง
ดิฉันก็เลยมาเล่าให้ฟังในกระทู้นี้
แต่ขอเท้าความย้อนไปตั้งแต่จุดเริ่มต้น  เผื่อผู้ที่ไม่เคยรู้เรื่องชีวิตของพระองค์จุลฯมาก่อนจะได้มองเห็นภาพตั้งแต่ต้นจนจบได้ง่ายเข้า
คุณพวงร้อยและคุณทองรักเคยอ่านชีวิตของท่านตอนต้นแล้ว  ก็ขอให้คิดว่าดูหนังดีๆซ้ำอีกรอบก็แล้วกันนะคะ
แล้วจะบอกรายชื่อหนังสืออ้างอิงไว้ตอนท้าย เพื่อผู้สนใจไปค้นคว้าต่อได้เอง

เริ่มเรื่องละค่ะ

ขอย้อนอดีตไปถึงพ.ศ. 2448  ห้าปีก่อนสิ้นรัชกาลที่ 5  
สถาปนิกชาวยุโรปสามคนออกแบบบ้านแบบอิตาเลียนวิลล่า หลังหนึ่งเสร็จ
สถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนเป็นที่นิยมว่าสง่างามที่สุดสำหรับสยามในยุครับอิทธิพลตะวันตกเพื่อการอยู่รอดของประเทศ
และยังดีตรงที่มีนายช่างอิตาเลียนเดินทางมาออกแบบและควบคุมการสร้างให้ถึงกรุงเทพอีกด้วย

อิตาเลียนวิลลาสองชั้นทาสีครีม สร้างขึ้นใกล้พระที่นั่งอัมพรสถาน  ได้ชื่อว่า "วังปารุสกวัน" มาจากชื่อสวนดอกไม้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของพระอินทร์  
ด้านหลังของวังเป็นสวนดอกไม้ จัดอย่างมีระเบียบ แวดล้อมด้วยไม้ใหญ่ร่มรื่น ราวกับสวนในอังกฤษ  
บรรยากาศสวยงามน่าอยู่สำหรับครอบครัวเล็กๆประกอบด้วยพ่อแม่ลูก  แต่มีมหาดเล็กเด็กชาข้าราชบริพารจำนวนมาก
เพื่อสมพระเกียรติเจ้าของวังผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน   ประสูติแต่สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
คือเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ  กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 10 พ.ย. 03, 11:36


ขอเริ่มที่ "เจ้าวังปารุสก์"  พระองค์แรกก่อน  คือ
เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกฯ
ฐานะในสังคมของเจ้าฟ้าพระองค์นี้สำคัญในลำดับต้นๆ เมื่อเทียบกับพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์อื่นๆ  ในรัชกาลที่ 5
เพราะนอกจากทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระบรมราชินีนาถแล้ว
ยังเป็นพระราชอนุชาลำดับถัดมาจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธอีกด้วย

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งดิฉันขอเอ่ยในที่นี้เพียงสั้นๆว่า "สมเด็จพระพันปี" ทรงมีพระราชโอรสธิดา ทั้งหมด 9 พระองค์ ตามลำดับดังนี้
1. สมเด็จเจ้าฟ้า(หญิง)พาหุรัดมณีมัย พ.ศ. 2421-2430 ในรัชกาลที่หก
ทรงสถาปนาเป็นกรมพระเทพนารีรัตน์
         2. พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
         3. สมเด็จเจ้าฟ้าชายตรีเพชรุตม์ธำรง  
         4. สมเด็จเจ้าฟ้าชายจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
         5. สมเด็จเจ้าฟ้าชายศิริราชกกุธภัณฑ์
         6. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง สิ้นพระชนม์ในวันที่ประสูติ
         7. สมเด็จเจ้าฟ้าชายอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา
         8. สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย
         9. พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จเจ้าฟ้าชายตรีเพชรุตม์ธำรง สิ้นพระชนม์เมื่อทรงพระเยาว์มาก แค่พระชนม์ได้ 7 พรรษา  ก็เท่ากับเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกฯทรงเป็นลำดับต่อมาในการสืบราชสันตติวงศ์  
หากว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชไม่มีพระโอรส

เพราะสมเด็จพระพันปีทรงทูลขอพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ว่า
ขอให้ลำดับการสืบราชสมบัติตกอยู่กับสายพระราชินีนาถก่อนจะไปถึงสายพระมเหสีเทวีพระองค์อื่น  
มิได้ลำดับตามอายุของเจ้าฟ้าแม้ต่างพระราชชนนีอย่างแต่แรกเริ่ม  เมื่อสถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระราชโอรสในสมเด็จพระศรีสวรินทราฯ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสธิราชพระองค์แรก

เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกเสด็จไปศึกษาต่อที่อังกฤษ เมื่อพระชนม์ได้ 14  
พระนิสัยเป็นอย่างไร พอจะมองเห็นได้จากพระราชหัตถเลขาในสมเด็จพระบรมราชชนก  พระราชทานไปยังพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์  ผู้ดูแลพระราชโอรสทั้งปวงที่เสด็จไปศึกษาในยุโรป

"ชายบริพัตร( หมายถึงเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์  กรมพระนครสวรรค์วรพินิต  พระราชโอรสในพระนางสุขุมาลมารศรี)  แลชายเล็ก( เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลก) นั้นเป็นคนคิดไม่นิ่ง
ชายเล็กกล้ากว่าชายบริพัตร  แต่มีพุ่งได้บ้าง
ชายบริพัตรหย่อนข้างกล้าแต่ระวังมาก  ความสังเกตทรงจำเข้าใจว่าเหมือนกัน  
แต่ถ้าในกระบวนเข้าสมาคมโต้เถียงเล่นฤาจริง  เล็กคล่องกว่า  แต่ชายบริพัตรละเอียดลออกว่า ทั้งในความคิดแลฝีมือทำการ  
ทางที่จะเสียของลูกชายเล็กมีอย่างเดียวแต่เรื่องจองหอง  เพราะเป็นผู้ที่ไม่ใคร่จะได้เคยถูกปราบปราม แต่ก็เห็นว่าถ้ากลัวลานหนักไปก็ไม่ดีีเหมือนกัน"

พระยาวิสุทธฯกราบบังคมทูลตอบว่า
"ข้าพระพุทธเจ้าได้ไปฟัง(โต้วาที) วันเสาร์หนึ่ง เห็นทูลกระหม่อมเล็กเก่งเต็มที่ ในการสปีชว่องไว เฉียบแหลม เกินคาดหมายที่จะทรงสปีชในภาษาอังกฤษดีดังนั้น ทำให้ข้าพระพุทธเจ้ามีความปีติยินดีขึ้นมา
ไม่ต้องสงสัยว่าข้างหน้าต่อไปสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์์นี้จะไม่่ปราดเปรื่องเฉียบแหลมในราชการบ้านเมือง"

แล้วก็เป็นจริงดังที่พระยาวิสุทธฯตั้งข้อสังเกตไว้ ต่อมาเสด็จไปศึกษาต่อในประเทศรัสเซีย ตามที่สมเด็จพระเจ้านิโคลัสที่ ๒ จักรพรรดิรัสเซียได้ทรงขอไว้
ทางประเทศรัสเซียได้ถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ทั้งได้มอบให้ผู้บัญชาการโรงเรียนมหาดเล็ก และนายร้อยเอก นายทหารม้ารักษาพระองค์ เป็นนายทหารช่วยเหลือในการศึกษา และคอยถวายความสะดวกดูแลทุกประการ
การเรียนทหารในรัสเซียหนักไม่ใช่เล่น  สมเด็จพระจักรพรรดิ ได้รับสั่งใหัเข้าศึกษาวิชาในโรงเรียนมหาดเล็ก ซึ่งเป็นโรงเรียนนายทหารบกที่มีอยู่ ๙ ชั้น ให้สอบไล่ได้ในกำหนด ๔ ปี
เพราะฉะนั้นในการศึกษาชั้นต้นๆ จึงจำเป็นจะต้องให้ได้รับการศึกษาวิชาเพื่อเตรียมพระองค์เข้าเป็นนักเรียนชั้น ๖ ทีเดียว คือ เริ่มจัดครูมาสอนในที่ประทับไปพลางก่อน
ต่อมาจึงได้เริ่มทรงศึกษาเพื่อให้เป็นไปตามกำหนด ๔ ปี (คือให้ได้ชั้น ๙) เมื่อครบตามกำหนดแล้ว จากผลการสอบ ได้ทรงสอบไล่ได้เป็นที่ ๑ ของนักเรียนทั้งหลายในโรงเรียนนั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ และทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัยทหาร ทรงสอบไล่ได้เป็นที่ ๑ ของโรงเรียนอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘
สมเด็จพระเจ้านิโคลัสที่ ๒ ทรงพอพระทัยยิ่ง ได้ทรงแต่งตั้งให้เป็น พันเอกพิเศษในกองทัพบกรัสเซีย และเป็นนายทหารพิเศษในกรมทหารม้าฮุสซาร์ของสมเด็จพระจักรพรรดิ
กับพระราชทานสายสะพายเซนต์อันเดรย์ ซึ่งเป็นตราสูงสุดของประเทศรัสเซียสมัยนั้น รวมทั้งตราเซนต์วลาดิเมียร์อีกด้วย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 10 พ.ย. 03, 13:21

 เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถเสด็จกลับสยาม  เมื่อพ.ศ. 2449
เมื่อสำเร็จการศึกษา  พร้อมเกียรติประวัติงดงาม
เป็นที่ปลาบปลื้มพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระพันปียิ่งนัก
จนกระทั่งมีข่าวแพร่เข้ามาว่า  ณ เมืองสิงคโปร์มีหญิงสาวตะวันตก เพิ่งมาพำนักอยู่ ใช้ชื่อว่า มาดาม เดอ พิษณุโลก
พระเจ้าอยู่หัวทรงสอบถามพระราชโอรสว่า  เจ้าฟ้าชายทรงมีหม่อมเป็นชาวตะวันตก หรือ
ก็ได้รับคำทูล ว่าเป็นความจริง  ทำให้ทั้งพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระพันปีกริ้วมาก

แต่ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าซาร์ หรือพระเจ้าแผ่นดินสยาม  หรือความเป็นตะวันตกและตะวันออกที่ขวางกั้นกันครึ่งโลก ก็ไม่ทำให้เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกฯหวั่นไหวได้
ทรงพาหม่อมคัทริน หญิงสาวชาวรัสเซียที่รักกันตั้งแต่ทรงศึกษา เข้ามาในสยาม  อย่างไม่ปิดบังอีกว่าเป็นชายา    
จัดให้พักที่วังปารุสกวันร่วมกัน ในฐานะเจ้าของวังร่วมกันกับพระองค์

แต่ปีทั้งปี แคทยาก็แทบจะไม่ได้ย่างเท้าออกจากวัง   เว้นแต่ไปนั่งรถยนต์เล่นในตอนค่ำคืน
เธอไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ อย่างสะใภ้หลวง   ทั้งสองพระองค์มิได้ทรงยอมรับเธอ  
แต่ก็มิได้พระทัยร้ายถึงกับขับไล่ไสส่งหรือยื่นคำขาดให้พระราชโอรสทรงละทิ้งหม่อม

ชีวิตในวังปารุสกวันผ่านไปด้วยความราบรื่น   เจ้าฟ้าชายเห็นพระทัยหม่อมคัทริน  ก็ทรงทำทุกอย่างที่จะให้เธออยู่อย่างเป็นสุขและสะดวกสบายที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผู้ที่ช่วยเป็นกำลังใจสนับสนุนอีกแรงหนึ่งคือสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  
แคทยาเคารพและมองพระองค์ท่านด้วยความเชื่อมั่นในหลายๆด้าน
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 10 พ.ย. 03, 13:48

 ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งด้วยค่ะ  ที่คุณเทาชมพูกรุณาปลีกเวลามาเล่าให้ฟังอย่างรวดเร็วทันใจ  ขอกราบลาไปนอนก่อนแล้วพรุ่งนี้จะมาอ่านต่อนะคะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 10 พ.ย. 03, 14:24

 ชะตาของแคทยาดีขึ้นมากในสองปีต่อมา    เมื่อ" เจ้าวังปารุสก์" พระองค์ที่สองประสูติ ในพ.ศ. 2451 สองปีก่อนสิ้นรัชกาลที่ 5

เจ้าชายสยามองค์น้อยมีพระพักตร์เหมือนตุ๊กตาฝรั่ง  แปลกไปจากพระญาติทางฝ่ายพระบิดาทั้งหมด  ทรงสมบูรณ์แข็งแรงน่ารักน่าเอ็นดู
เป็นที่รักในสมเด็จพระพันปีมาก เป็น" หลานย่า" โดยตรงองค์แรก    และองค์เดียวตลอดพระชนม์ชีพที่ยืนยาวมาไม่กี่ปีหลังในรัชกาลที่ 6   ไม่ทันจะได้ทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าหลานเธอองค์อื่นๆที่ประสูติหลังจากนั้น

สมเด็จพระพันปีฯโปรดที่จะรับเจ้าชายน้อย ซึ่งตอนนั้นมีพระนามสั้นๆว่า "หนู" เข้าไปอยู่ด้วยในพระราชวังที่ประทับเป็นประจำ   แทบว่าจะทรงแยกห่างด้วยไม่ได้
ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ผัวลูกสะใภ้ ก็ลดความตึงเครียดลงมาก
แต่เธอมิได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวจนสิ้นรัชกาล  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 10 พ.ย. 03, 14:36


พ่อแม่ลูก  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 10 พ.ย. 03, 14:43

 ขอให้สังเกตพระฉายาลักษณ์ของพระองค์จุลฯภาพแรก
ทรงแต่งกายแบบเด็กไทย  คือเด็กทารกสมัยนั้นไม่สวมเสื้อนุ่งผ้าอย่างสมัยนี้
แต่ผู้ดีมีตระกูลเรื่อยขึ้นไปถึงเจ้านายจะนิยมแต่งเครื่องประดับให้เด็กทั้งข้อมือข้อเท้า
 รอบเอว(หรือที่จริงคือสะโพก) จะมีสร้อยคาดอีกที  ห้อยเครื่องปิดอวัยวะเพศไว้     ถ้าเป็นของผู้ชายภาษาชาวบ้านเรียกว่าปลัดขิก  ส่วนผู้หญิงเรียกว่าตะปิ้ง

ส่วนภาพที่สอง เป็นการแต่งพระองค์แบบยุโรป   เด็กผู้ชายเล็กๆจะแต่งตัวนุ่งกระโปรงเหมือนเด็กผู้หญิง  ผมเผ้าก็คล้ายเด็กผู้หญิง  เป็นความนิยมติดติดต่อกันมา นานนับศตวรรษ  จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 10 พ.ย. 03, 14:49

 ในพ.ศ. 2453  เปลี่ยนแผ่นดินใหม่ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกฯ ทรงอยู่ในฐานะลำดับต่อไปในการสืบสันตติวงศ์  เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯยังเป็นโสด มิได้มีรัชทายาท

ในรัชกาลนี้ ฐานะความสำคัญของเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกฯก็ยิ่งทวีมากขึ้น  ทรงรับพระราชภารกิจทางการทหารมาเต็มมือตั้งแต่แรก  เริ่มด้วยทรงเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ กระทรวงกลาโหม เป็นผู้บัญชาการโรงเรียนทหารบก  เสนาธิการทหารบก  เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก
ทรงเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

ในขณะที่ทรงรับตำแหน่งเสนาธิการทหารบก อันเป็นตำแหน่งสำคัญในการรบก็ได้ทรงปรับปรุงเสนาธิการให้กว้างขวางเพิ่มขึ้น ทรงริเริ่มจัดตั้งโรงเรียนเสนาธิการ เพื่อให้การศึกษาแก่นายทหารที่จะทำหน้าที่ฝ่ายเสนาธิการบรรจุตามงานในหน้าที่เสนาธิการที่ได้ปรับปรุงขึ้น
นอกจากนั้นยังทรงเรียบเรียงตำราเรื่อง พงษาวดารยุทธศิลปะ และเอกสารอื่น ๆ ซึ่งใช้เป็นตำราศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการยุคต้น อีกจำนวนมาก
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาของ โรงเรียนเสนาธิการ สืบจนถึงปัจจุบัน

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงจัดส่งทหารอาสาไปร่วมรบในสงครามโลก ครั้งที่๑ ในทวีปยุโรป
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๑ ทรงก่อตั้งกองบินทหารบก ซึ่งต่อมาได้รับการปรับปรุงขยับขยายเป็นกองทัพอากาศ
ทรงริเริ่มก่อสร้าง ค่ายจักรพงษ์ที่จังหวัดปราจีนบุรี
นอกจากนี้พระองค์ยังได้เป็นผู้กำกับการก่อสร้างสถานที่โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ซึ่งเป็นที่ตั้งสภากาชาดสยามอีกด้วย
เมื่อได้ตั้งเป็นกาชาดสยามขึ้นแล้ว พระองค์ยังได้ทรงรับตำแหน่งเป็นอุปนายกผู้อำนวยการ สภากาชาด  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 10 พ.ย. 03, 18:19

 ความสุขของแคทยาดำเนินต่อไปเหมือนเทพนิยายอยู่หลายปี  จนกระทั่งเหตุการณ์ภายนอกเข้ามากระทบเธออย่างหนัก
เริ่มด้วยการล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟ  ที่ทำให้เจ้านายและขุนนางในรัสเซียต้องหลบลี้หนีภัยการเมืองออกนอกประเทศ
ความหวังของแคทยาที่จะได้กลับไปเยี่ยมบ้านเดิมก็จบสิ้นลง  บ้านเกิดเมืองนอนกลายเป็นดินแดนต้องห้ามสำหรับเธอไปเสียแล้ว

สิ่งที่ตามมาคือสงครามโลกครั้งที่ 1  พระเจ้าอยู่หัวตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับฝ่ายเยอรมัน   ผู้นำทางการทหารของสยามก็คือเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกฯ  ทรงรับภารกิจด้านนี้ไว้เต็มมืออีกครั้ง

ชีวิตสมรสดำเนินมาถึง  12 ปี  ใต้ความกดดันเพิ่มขึ้นทีละน้อยในปีหลังๆ สุขภาพของแคทยาก็เสื่อมโทรมลง      เธอแท้งติดต่อกัน 2 ครั้ง  ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเดินทางไกล เพื่อรักษาสุขภาพกายและใจให้ดีขึ้น   ด้วยการไปเยี่ยมพี่ชายที่อยู่ในปักกิ่ง  เลยไปญี่ปุ่นและเดินทางต่อไปถึงแคนาดา

ส่วนทางนี้  เมื่อไม่มีแคทยาอยู่ด้วย  เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกทรงมีเวลาว่างพอจะได้คุ้นเคยกับพระญาติสตรีจากวังอื่นๆมากขึ้น   คือพระธิดาของพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้เป็นพระเชษฐาต่างชนนีกันนั่นเอง
ในจำนวนหม่อมเจ้าหญิงจากราชสกุลรพีพัฒน์    หม่อมเจ้า(หญิง)ชวลิตโอภาส เพิ่งเข้าสู่วัยสาว พระชนม์ 15   เป็นเด็กสาวสวยน่ารัก  ร่าเริงเบิกบาน มีเสน่ห์ ขี้เล่น และทันสมัย
กลายเป็นเสน่ห์ของหญิงไทยที่จับพระทัยเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดกับผู้หญิงคนไหนเว้นแต่หม่อมคัทริน

กว่าแคทยาจะเดินทางกลับมาสยาม   ความรู้สึกของพระองค์ก็เปลี่ยนเกินกว่าจะถอยกลับมาที่จุดเดิมได้อีกแล้ว

ความรู้สึกของเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกฯและแคทยาสวนทางกัน ในเรื่องนี้
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาหนักหน่วงเรื่องหนึ่งที่แคทยาอาจจะช่วยพระองค์ ทำให้ลุล่วงไปได้
ด้วยการยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น  เพื่อจะนำไปสู่ทางออกที่ลงตัว
ส่วนแคทยามองว่าเป็นแผลร้ายที่ควรจะผ่าตัดให้เด็ดขาด เพื่อรักษาโรคมิให้ลุกลามไป  

เธออ้อนวอนให้พระสวามีเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นบาดแผลหนักสำหรับเธอเพียงใด
แต่เจ้าฟ้าจักรพงษ์กลับเห็นว่า ถ้าหากว่าจะยอมทำตามใจแคทยา ก็เท่ากับยอมให้เธอเอาแต่ใจและบงการพระองค์ได้ในทุกสิ่งทุกอย่าง  
ไม่ยุติธรรมสำหรับหม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาส  
ในกรณีนี้   ถึงอย่างไรก็ต้องทรงปกป้องท่านหญิงตามสมควรอยู่แล้ว

รอยร้าวระหว่างเจ้าฟ้าจักรพงษ์และแคทยาเป็นเรื่องที่พระญาติใกล้ชิดจับพระเนตรมองด้วยความห่วงใย  รวมทั้งสมเด็จพระพันปี
ทรงเวทนาสงสารเจ้าชายน้อยอย่างยิ่ง  ถึงกับทรงเรียกสมเด็จเจ้าฟ้าฯและหม่อมไปไกล่เกลี่ย  แต่ผลก็คงเดาได้...คือไม่สำเร็จ
เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ทรงมีลายพระหัตถ์ไปแสดงความเห็นใจแคทยา และรับสั่งว่าจะช่วยเหลือเธอเท่าที่ทำได้     แสดงว่าก็คงจะทรงเดาได้ว่าตอนจบจะออกมาในรูปใด
บันทึกการเข้า
นิลกังขา
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1012

ทำงานราชการ


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 10 พ.ย. 03, 19:04

 มาตามอ่านด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน...
(ยืมสำนวน มติชน มาครับ)

ขอบพระคุณคุณเทาชมพูครับ
บันทึกการเข้า
นิลกังขา
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1012

ทำงานราชการ


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 10 พ.ย. 03, 19:37

 มีข้อสังเกตเรื่องสถาปัตยกรรมอิตาเลียน ว่า สมัยนั้นเป็นเรื่องจริงเสียด้วยซิครับ ที่สยามเราจำเป็นต้องสร้างตึกเลียนแบบฝรั่ง ให้ฝรั่งเห็นว่าเราก็ศรีวิไลแล้ว ไม่ยังงั้น ฝรั่งนักล่าอาณานิคมก็จะหาเหตุยึดเมืองเราเพื่อมาสร้างความศิวิไลซ์ให้

เมื่อเราจำเป็นต้องสร้างบ้านแปงเมืองเป็นฝรั่งให้ฝรั่งเห็นกันทั้งทีแล้ว ในหลวง ร. 5 และผู้ใหญ่ไทยสมัยโน้นท่านก็ฉลาดพอที่จะเอาของดีของงามของฝรั่งเขาเข้ามา เป็นแบบฝรั่งอย่างสวยเลย ไม่ใช่ฝรั่งแบบน่าเกลียด หรือฝรั่งแบบขอไปที เอานายช่างอิตาเลียนมาเลย เพราะในสมัยนั้น ฝรั่งด้วยกันเองก็นับถือสกุลอิตาเลียนเป็นครู ว่าเป็นแบบแผนที่งดงามอย่างฝรั่ง

เมื่อตอนประชุมเอเปก ผมไปยุ่งกับเขาอยู่ด้วยนิดหนึ่ง วันหนึ่งก่อนประชุมจริงก็มีรายการซ้อมกัน เจ้าหน้าที่นั่งรถตู้ไปดูสถานที่ที่ทำเนียบรัฐบาล แล้วก็เลยต่อไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเคยเป็นรัฐสภา ซึ่งกำหนดไว้ให้เป็นสถานที่ที่ผู้นำเอเปกเขาจะมาประชุมกันทั้งสองที่ ดูเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ตัวหนึ่ง (คือตัวที่กำลังเขียนอยู่นี่แหละ) ก็ปากบอน รำพึงข้อสังเกตขึ้นมาคนเดียวโดยไม่มีใครถามเลยว่า ถ้าไม่รู้ประวัติศาสตร์เมืองไทยมาก่อน เอาแต่สถาปัตยกรรมเป็นเกณฑ์ มีสิทธิที่แขกเมืองเขาจะเข้าใจผิดนะเนี่ย ว่าไทยแลนด์เคยเป็นเมืองขึ้นของอิตาลี...

ก็ดูสิครับ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลไทยแลนด์ ก็เป็นตึกแบบอิตาเลียน ตึกทรงคล้ายๆ ยังงี้แหละที่ผมเคยเห็นที่เวนิศ แถมตึกที่เคยเป็นรัฐสภาไทยแลนด์ก็ยังเป็นตึกแบบอิตาเลียนซะอีกตึกด้วย แต่เป็นตึกฝรั่งที่งดงามอลังการมาก สวยมากๆ ครับ (แต่สวยแบบอิตาเลียนนะครับ)

ถึงวันจริงผมไม่ห่วงหรอกว่าจะมีใครเข้าใจผิดอย่างที่ผมแกล้งตั้งข้อสังเกตเล่น เพราะกระบวนพยุหยาตราทางเรือของเรา ซึ่งมีแห่งเดียวเท่านั้นในโลกและเป็นไทยอย่างคลาสสิกที่สุดนั้น เล่นเอาผู้นำเอเปกอ้าปากค้างด้วยความอัศจรรย์ใจมาตามๆ กันแล้ว

แต่ก็ยังทำให้ผมนึกอยู่ดีว่า ในสมัยที่ลัทธิล่าอาณานิคมผ่านไปแล้ว เราไม่ต้องแต่งเป็นฝรั่งกันแล้ว น่าจะมีอาคารสาธารณะอะไรที่สำคัญระดับชาติ เป็นสถาปัตยกรรมไทยๆ ไว้อวดฝรั่งสักหลัง เพิ่มจากวัดพระแก้วและวังหลวงน่ะครับ (กระทั่งพระตำหนักจิตรลดารโหฐานก็มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นวิลลาแบบฝรั่งสมัยนั้น คือราวต้นศตวรรษที่ 20) รัฐสภาใหม่จะไปสร้างที่แก่งเสือเต้นหรือดอนเมือง หรือที่ไหนก็เถิด จะลองหาทางออกแบบให้เป็นไทย แต่เป็นไทยสมัยใหม่ "สถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 9" ทำนองนั้นได้ไหม หรืออย่างสนามบินสุวรรณภูมิแห่งใหม่ เงื่อนไขสำหรับการออกแบบก็ระบุแล้วว่าให้มีเอกลักษณ์ไทย แต่ผมไม่ทราบว่าแบบสุดท้ายเป็นอย่างไร เคยได้ข่าวสมาคมสถาปนิกสยามออกมาคัดค้านอยู่พักหนึ่งว่าแบบสนามบินใหม่ไม่มีลักษณะเป็นไทยตามข้อกำหนด แต่ไม่ได้ตามสถานะสุดท้าย

ที่จริงแล้ว เราอาจพอถือได้ว่าศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์มีลักษณะเป็นไทยพอสมควรเหมือนกัน รวมทั้งการตกแต่งภายในด้วย เป็นไทยประยุกต์ เพราะจะไทยเดิมแท้ๆ เป็นเรือนฝากระดานเก้าห้องไม่ติดแอร์ก็คงไม่เหมาะกับสมัยนี้

ไถลจากเรื่องอิตาเลียนวิลล่าหลังหนึ่ง ชื่อวังปารุสก์ ออกนอกเรื่องมาเสียไกล ขอเชิญกลับเข้าเรื่องเจ้าวังปารุสก์ต่อครับ
บันทึกการเข้า
นิลกังขา
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1012

ทำงานราชการ


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 10 พ.ย. 03, 20:04

 แถมครับ

ใกล้ๆ วังปารุสกวัน อาคารทั้งของพระมหากษัตริย์ทรงใช้และของเจ้านายในบริเวณนั้น ที่สร้างในสมัยเดียวกันนั้น เอาชื่ออุทยานพระอินทร์บนสวรรค์มาใช้กันหลายชื่อครับ

วังปารุสกวัน ก็ใช่หนึ่งละ

วังสวนจิตรฯ หรือพระตำหนักจิตรลดารโหฐานก็ใช่ จิตรลดาเป็นชื่อสวนบนสวรรค์เหมือนกัน

บริเวณนั้นทั้งหมด ตั้งแต่พระที่นั่งวิมานเมฆ พระที่นั่งอภิเษกดุสิต พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน จนถึงวิทยาลัยสวนดุสิตหรือสถาบันราชภัฏสวนดุสิตเดี๋ยวนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ "พระราชวังดุสิต" ดุสิต ก็เป็นชื่อมาจากบนสวรรค์อีก (รวมทั้งศาลาดุสิตาลัยในพระตำหนักจิตรลดาฯ ด้วย) จะเป็นชื่อสวนด้วยรึไม่ ผมไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ เป็นชื่อสวรรค์ชั้นดุสิต  คนละชั้นกับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของพระอินทร์ เชื่อกันว่าพระโพธิสัตว์ก่อนเสด็จลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าในพระชาติสุดท้ายนั้น ประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต (ตราประจำพระราชวังดุสิตจึงเป็นรูปพระโพธิสัตว์นั่งแท่น ใครอยากเห็นก็ซื้อผลิตภัณฑ์นมอัดเม็ดของฟาร์มโคนมสวนจิตรฯ มาดูได้ ตราเดียวกันครับ เพราะพระตำหนักจิตรลดารโหฐานอยู่ในพระราชวังดุสิต ตรานี้ปรากฏอยู่หลายแห่งในพระที่นั่งวิมานเมฆด้วย เพราะเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังเดียวกัน)

สวนมิสกวัน ก็เป็นชื่อสวนบนสวรรค์อีก ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นสวนของพระอินทร์อีกเหมือนกัน ดูเหมือนพระอินทร์จะเป็นเทวดาที่โปรดทำสวน มีเทวอุทยานหลายแห่ง (มี Green Thumbs แต่หนักยิ่งกว่านั้น คือไม่ได้เขียวเฉพาะนิ้ว เขียวทั้งองค์เลย!)

เลอะเทอะเรื่อยเปื่อยออกนอกเรื่องไปไกลลิบครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 11 พ.ย. 03, 09:45

 สวนของพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  มี 4 แห่งคือ  มิสกวัน  ปารุสกวัน จิตรลดาวัน และนันทวัน
หน้าตาน่าจะเป็นสวนป่า    เพราะคำว่า วัน ที่ลงท้าย มาจาก วนะ หรือวนา ที่แปลว่าป่า
เทียบกับสมัยนี้น่าจะเหมือนเศรษฐีที่มีรีสอร์ทส่วนตัวไว้พักผ่อน
ชื่อวัง "นันทวัน" ที่ขาดหายไป ดิฉันยังค้นไม่พบว่ามีวังไหนในสยามที่ชื่อนี้ ค่ะ

สถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์ ในรัชกาลที่ 9  แบบต้นๆ  ที่นึกออกคือโรงละครแห่งชาติใกล้เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า
ค้นเอกสารเก่าๆมาอ่าน  พบว่าหนังสือพิมพ์ในสมัยนั้นด่าขรมว่าเป็นรูปแบบการก่อสร้างที่ไม่เอาไหน  ไร้ฝีมือทั้งภายนอกและภายใน
ไม่นานมานี้ก็มีข่าวว่าจะรื้อ  แต่แล้วก็เงียบหายไป
บันทึกการเข้า
ทองรัก
พาลี
****
ตอบ: 390

นักวิจัย


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 11 พ.ย. 03, 11:50

 ขอบพระคุณ คุณเทาชมพูมากค่ะ
ได้อ่านทันใจดีจัง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 11 พ.ย. 03, 12:27

ตั้งแต่แคทยากลับมาวังปารุสก์   หม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาสก็มิได้ย่างกรายเข้ามาเป็นแขกประจำเหมือนเดิม  
แต่ความสัมพันธ์ของเธอกับสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์แนบแน่นยิ่งกว่าเก่า   เสด็จไปเยี่ยมเธอทุกวัน   ไม่หวั่นไหวต่อใครหน้าไหน

แคทยาตกอยู่ในห้วงความระทมขมขื่นเพียงไหน  สมเด็จเจ้าฟ้าฯมิได้ทรงรู้ (หรืออาจจะรู้แต่ไม่รับรู้)  เธอแยกห้องบรรทมออกมาพักอยู่ในห้องนอนที่จัดไว้สำหรับแขก  
ในตอนเช้าเธอตื่นขึ้นมาสั่งงานมหาดเล็กและนางข้าหลวงในวังตามหน้าที่   ตกเที่ยงสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์เสวยพระกระยาหารที่วัง  พอบ่ายก็เสด็จไป "ที่นั่น" (ตามที่แคทยาเรียก  หมายถึงที่ประทับของม.จ. ชวลิต)
แล้วก็ทรงงานอยู่ ณ ที่ทำงาน    ไม่กลับจนกระทั่งดึกดื่นค่อนคืน  
ชีวิตก็วนเวียนซ้ำซากกันอย่างนี้ทุกวัน

แคทยาตกอยู่ในความโดดเดี่ยวเดียวดายยิ่งกว่าครั้งใดๆ   ไม่รู้จะหันหน้าไปปรึกษาใคร    เธอเผชิญปัญหาหนักหน่วงกลุ้มรุมอยู่รอบด้าน

อย่างแรกคือถ้าเธอยินยอมให้สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์รับหม่อมเจ้าหญิงชวลิตเป็นชายาอย่างเปิดเผย   ตามพระประสงค์    อย่างที่เมียหลวงคนไทยจะพึงทำถ้าเจอปัญหาเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อรักษาสถานภาพตนเองเอาไว้
เธอก็รู้ว่าจุดอ่อนของเธอคือเป็นผู้หญิงต่างชาติ  ที่ถูกรังเกียจโดยอคติทางเชื้อชาติจากคนรอบด้านอยู่แล้ว ส่วนม.จ.ชวลิตเป็นเจ้านายในราชตระกูล   การยอมรับนับถือของบุคคลโดยรอบจะผิดกันมาก

ถ้าท่านหญิงกลายเป็นพระชายาของเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกอย่างถูกต้องเมื่อไร   หม่อมแคทยาก็จะถูกต้อนให้ถอยเข้าสู่มุมอับเมื่อนั้น  
ฐานะของเธอจะลดลงจนไร้ความหมาย    ถ้าหม่อมเจ้าหญิงชวลิตมีโอรส  สายเลือดสยามแท้ขึ้นมา "หนู" ของเธอก็จะไร้ความสำคัญอีกเช่นกัน

ข้อสองคือถ้าเธอทนภาวะบีบคั้นจิตใจต่อไปอีกไม่ได้  การหย่าก็เป็นทางเดียวที่จะรักษาศักดิ์ศรีเอาไว้
แต่เธอจะทำอย่างไรกับโอรสวัย 11 ที่เป็นดังแก้วตาดวงใจของสมเด็จพระพันปี
แม่ผัวผู้ทรงอำนาจราชศักดิ์จะไม่มีวันยอมให้เธอพาพระนัดดาองค์เดียวของท่านออกไปพ้นอ้อมพระกร
ส่วนพระบิดาก็ต้องคิดอย่างเดียวกัน เพราะ"หนู" เป็นพระโอรสองค์เดียวในตอนนั้น
นอกจากนี้เธอเองก็เป็นแค่หญิงรัสเซียที่บ้านเมืองล่ม  ไร้ญาติขาดมิตรที่จะพึ่งพา    ไร้เงินทองเกียรติยศที่จะมอบให้โอรสสมพระเกียรติของเจ้าชาย
ถ้าเธอพึ่งกฎหมาย   ศาลที่ไหนจะตัดสินให้เธอชนะสมเด็จเจ้าฟ้าและสมเด็จพระชนนีของพระเจ้าแผ่นดิน

ทางออกของเธอผู้สิ้นหวังคือเช้าวันหนึ่ง    เจ้าชายน้อยตื่นบรรทมขึ้นมาพบความว่างเปล่าเหงาเงียบในวังปารุสก์
หม่อมมารดาได้จากไปเมื่อไรก็ไม่รู้้    ไร้เยื่อใย  ไม่มีแม้แต่คำอำลา
เธอหายไปกับสายลม   ทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่า

ตลอดทั้งวันเจ้าชายได้แต่ดำเนินไปมาอยู่ในสวนดอกไม้ ว่างเปล่า เหมือนหัวใจขาดลอยไปจากตัว ไม่อาจจะเข้าพระทัยได้ว่าเหตุใดหม่อมแม่ซึ่งรักลูกสุดหัวใจ ทำเช่นนี้ได้  
ไม่มีคำอธิบายจากข้าราชบริพาร    พระบิดาก็ขังพระองค์เงียบอยู่ในห้องทำงานทั้งวัน
ความเจ็บปวดกัดกร่อนกินพระทัยต่อมาอีกนาน ไม่มีใครเยียวยาได้

เมื่อพบกันอีกครั้งหลายปีต่อมา  เจ้าชายเจริญพระชนม์ขึ้นเป็นหนุ่ม   แคทยาอธิบายให้โอรสฟังว่าเธอจำต้องผละจากไป มิใช่ว่าไร้เยื่อใย
แต่เป็นเพราะเธอไม่อาจทนใจแข็งเห็นหน้าลูกขณะกล่าวคำลา   มันปวดร้าวเกินกว่าเธอจะทนทาน  เธอจึงต้องหายไปโดยไม่มีคำลา

อย่างไรก็ตาม  แม้่ว่ามีคำอธิบาย   บาดแผลของเจ้าชายน้อยก็บาดลึกเป็นแผลเรื้อรังเกินกว่าจะทุเลาเสียแล้ว
ความรู้สึกนั้นมีผลกระทบต่อมาตลอดพระชนม์ชีพ และยังมีผลบั่นทอนความสัมพันธ์ของแม่ลูกในระยะยาวด้วย
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.046 วินาที กับ 19 คำสั่ง