เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 12427 อยากจะทราบประวัติของเทวดาค่ะ
แฮมเตอร์น้อย
อสุรผัด
*
ตอบ: 2

เรียนอยู่นิเทศ และ คหกรรม (ไปด้วยกันได้ไงเนี่ย?)


 เมื่อ 29 พ.ค. 03, 16:21

 สวัสดีพี่ๆ เรือนไทยค่ะ  แฮมน้อยอยากจะทราบประวิติของเทวดาค่ะ  ก็ตอนแรกๆ ก็ใช้กูเกิลหาเอา แต่ไม่เจอเลยค่ะ  มาเจอเป็นกระทู้ของเรือนไทย  แต่ก็ยังไม่มีประวัติของเทวดาองค์ที่ต้องการเลย  ก็เลยคิดว่าถ้าลองมาตั้งกระทู้ถามพี่ๆ ดู อาจจะทราบก็ได้ เพราะพี่ๆ ก็เก่งกันหลายคนเลย  แฮมน้อยอยากจะทราบประวัติของ  พระอาทิตย์  พระจันทร์  พระอังคาร  พระพุธ  พระพฤหัส  พระศุกร์  พระเสาร์ ค่ะ  พี่ๆ เรือนไทยช่วยเมตตาแฮมน้อยด้วยนะคะ
บันทึกการเข้า
นิลกังขา
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1012

ทำงานราชการ


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 29 พ.ค. 03, 20:43

 เทวดาที่ถามเป็นเทวดาประจำวันหมดเลยนะครับ ทั้งสัปดาห์เลย
ผมเข้าใจว่ามีหนังสือเก่า ชื่อ เทวกำเนิด หรืออะไรทำนองนั้น บอกประวัติเทวดาเหล่านี้ไว้ละเอียด ประวัติที่ว่าก็เป็นประวัติตามศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ตามที่ไทยเรารับมา ในเรือนไทยกระทู้เก่าๆ เราเคยคุยกันบ้าง เช่นประวัติหรือว่านิทานแขกที่เกี่ยวกับเรื่องของพระจันทร์ คุยกันตั้งแต่แรกตั้งเรือนไทยใหม่ๆ แหละครับ

นอกจากประวัติแบบนั้นแล้ว เนื่องจากที่ถามมาเป็นเทวดาดาวทั้งนั้น จึงมีประวัติทางโหราศาสตร์อีกอย่างหนึ่งต่างจากประวัติทางนิทานพราหมณ์ อาจจะหาได้จากตำราพรหมชาติ คือถ้าเป็นประวัติทางนิทานฮินดูเขาก็จะบอกว่า พระองค์นี้เป็นลูกพระองค์โน้น มีพฤติกรรมอะไรบ้าง ทะเลาะกับใครได้ใครเป็นเมียหรือแย่งเมียใครมา ฯลฯ แต่ทางโหราศาสตร์นี่มีประวัติเป็นสูตรสำเร็จว่า เทวดาดาวต่างๆ นี้ พระอิศวรนิรมิตขึ้น โดยเอาสิ่งต่างๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของเทวดานั้นมาป่นผสมรวมกันชุบด้วยน้ำทิพย์เสกให้เป็นขึ้นมา เช่นว่า พระอังคารเป็นการเอาอะไรผมก็ลืมไปแล้ว ดูเหมือนจะเป็นเสือ กี่ตัวก็จำไม่ได้ (แต่ไม่ใช่ 11 ตัว) มายุบรวมกันห่อด้วยผ้าแดง เสกให้เป็นพระอังคาร พระพฤหัสก็เป็นการเอาฤษีกี่ตนจำไม่ได้ มาห่อด้วยผ้าสีเฉพาะสีหนึ่ง เสกขึ้นมา จำนวนสิ่งที่เอามาเป็นส่วนผสมนั้นจะตรงกับเลขที่โหราศาสตร์เรียกว่า กำลัง ของดาวเทวดาองค์นั้น รายละเอียดจำไม่ได้ครับ

ประวัติเทวดาบางองค์ที่ผมจำนิทานฮินดูได้กระท่อนกระแท่น ก็เช่น พระพฤหัสบดี เป็นเทพฤษีและเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายเทวดา ดาวพฤหัสบดีจึงถือว่าเป็นดาวครู พระศุกร์ก็เป็นฤษี และเป็นอาจารย์ของพวกอสูร คนละข้างกับเทวดา พระจันทร์นั้นแขกให้เป็นเทวดาผู้ชาย (ชาติอื่นหลายชาติให้เป็นหญิง) และให้เจ้าชู้ด้วย เป็นผัวของบรรดาดวงดาวนักขัตฤกษ์ทั้งหลายในท้องฟ้า 28 กลุ่ม ซึ่งแขกเขาให้เป็นผู้หญิง มีพฤติกรรมวุ่นๆ หลายเรื่องจนถึงกับถูกขับอออกจากที่ประชุมเทวสภา พระอิศวรสงสาร เลยเอาเสี้ยวพระจันทร์ทัดเป็นปิ่นประดับมวยผมของพระองค์เข้าไปในเทวสภา พระจันทร์เลยยังอยู่ในเทวสภาได้แม้จะไม่มีสมาชิกภาพแล้ว เพราะเข้าไปในฐานะปิ่นปักผมของพระศิวะ เทวสภาเกรงใจพระอิศวรเลยไม่ว่าอะไร
พระพุธ ก็ดูเหมือนยังกะจะเป็นเทพฤษี หรือเคยออกบวชเป็นฤษีสมัยหนึ่งอะไรนี่ แต่ว่าขณะบวชก็ตบะแตกได้เมียเป็นนางอิลา (อาจจะไม่ถือเป็นการตบะแตกก็ได้ เพราะฤษีแขกรู้สึกจะมีเมียได้ไม่เป็นไร) ที่แย่หน่อยคือ นางอิลานั้นแท้จริงเป็นผู้ชายถูกสาปกลายเป็นหญิง เรื่องอยู่ในอิลราชคำฉันท์ครับ

นิทานพวกนี้มีแยะครับ ผมจำไม่ได้หมดหรอก ลองหาดูน่าจะหาไม่ยากในห้องสมุดครับ เรื่อง เทวกำเนิด เทวตำนาน อะไรทำนองนั้นแหละครับ มีแน่
บันทึกการเข้า
นิลกังขา
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1012

ทำงานราชการ


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 29 พ.ค. 03, 21:10

 ถ้าใช้กู๊เกิลไม่เจอ ลอง www.siamguru.com อาจจะเจอครับ

จำได้อีกอย่างว่า พระอาทิตย์เป็นลูกของนางอทิติ พ่อพระอาทิตย์เป็นใครผมก็ลืม อาจจะเป็นมหาฤษีกัศยปเทพบิดร ซึ่งเป็นพ่อของใครต่อใครแยะเหลือเกิน เป็นพ่อทั้งครุฑทั้งนาค แต่ที่จริง แม้แต่ในนิทานแขกเองเรื่องก็ไม่ตรงกัน พระอาทิตย์ในศาสนาพราหมณ์ยุคเก่าเกือบจะเป็นมหาเทพ เข้าพวกกับพระอัคนี พระวรุณ พระอินทร์ พวกนั้น ซึ่งแขกเคยนับถือมากมาก่อน แต่มาทีหลังเทวดาพวกนี้ฐานะตกต่ำลงเป็นเทวดาธรรมดารองจากมหาเทพคือพระพรหมพระอิศวรพระวิษณุ สมัยที่พระอาทิตย์เป็นเทพผู้ใหญ่นั้นแขกถือว่าพระอาทิตย์เป็นความร้อน เป็นรูปหนึ่งของไฟอันเป็นอำนาจสูงสุดอำนาจหนึ่งในธรรมชาติ สำแดงตนเป็นสามรูปสามลักษณะ คือบนท้องฟ้าเป็นอาทิตย์ ระหว่างอากาศเป็นสายฟ้า และบนพื้นดินเป็นเปลวไฟ (ถ้าถือตามนี้ก็ต้องถือว่า พระอาทิตย์ พระอัคนี แขกเคยเชื่อว่าป็นเทพองค์เดียวกันมาก่อน มาแยกเชื่อว่าเป็นคนละองค์ทีหลัง) แต่ตามตำนานแขกเหมือนกันอีกกระแสหนึ่ง พระอาทิตย์ดันไม่ได้มีองค์เดียวซะอีก มีตั้งมากมายหลายองค์ ยิ่งวุ่นหนัก ผมจำไม่ได้ว่ามีกันกี่องค์ จำได้แต่ว่าองค์หนึ่งในนั้นชื่อพระปูษัน เป็นอาทิตย์ดวงหนึ่งรู้สึกว่าหมายถึงอาทิตย์แรกขึ้น หรืออาทิตย์ตอนไหนก็ไม่รู้ ที่จำแกได้แม่นเพราะมามีเรื่องในตอนพระศิวะมหาเทพก่อนจะพบพระอุมาอีก คือ เดิมพระศิวะทรงมีชายาชื่อ พระสตี พระสตีเมื่อเลือกมหาเทพศิวะเป็นสวามีแล้วก็จงรักภักดียิ่งนัก แต่พระศิวะนั้นแม้จะเป็นหนึ่งในสามมหาเทพผู้ทรงอำนาจมาก ก็ทรงเป็นเทพฮิปปี้ แต่งตัวปอนๆ ห้อยกะโหลกผี เอาขี้เถ้าจากการเผาศพทาตัว อาศัยตามป่าช้า ครั้งหนึ่งในที่ประชุมเทวสมาคมแห่งหนึ่งที่พระศิวะไม่ได้ไปด้วย พระสตีไปองค์เดียว ก็มีรายการเทวดากอสสิปนินทาพระศิวะลับหลังเยาะเย้ยสวามีพระสตีต่างๆ จนพระสตีทนไม่ไหวกระโดดกองไฟตายหนีความอับอาย พระศิวะรู้เข้าก็พิโรธ มาทำลายมหาสมาคมนั้นแตกกระเจิงไปคนละทาง ทรงไล่เตะถีบคณะเทพทั้งหลายไม่เป็นอันดี พระปูษันวิ่งเข้ามาขอโทษก็ถูกเตะปาก ฟันหักหมด ตั้งแต่นั้นมา เครื่องเซ่นบูชาเทพองค์นี้เลยต้องเป็นโจ๊กหรือข้าวต้มเละๆ เพราะพระปูษันไม่มีฟัน (ส่วนเรื่องพระศิวะจะหาชายาใหม่ยังไงต่อนั้น ยังเล่าไปได้อีกยาว...)

เนื่องจากประวัติเทวดาเหล่านี้เป็นนิทาน นิทานก็เป็นยังงี้แหละครับ ยิ่งคนเล่าหลายคนยิ่งสนุกและยิ่งมั่ว จะให้ตรงกันเป๊ะๆ ลำบาก อย่างว่าแหละครับ ยิ่งขยับออกไปนอกวงวรรณกรรมแขกด้วย ความเชื่อของคน แต่ละชาติก็ยิ่งไม่เหมือนกัน อย่างของญี่ปุ่นเจ้าแม่สุริยะเป็นผู้หญิงไม่ยักกะเป็นชาย แต่พระจันทร์เป็นชายเหมือนเทวดาแขก ไปทางของจีนจันทรเทวีกลับเป็นหญิง ฯลฯ
บันทึกการเข้า
นิลกังขา
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1012

ทำงานราชการ


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 29 พ.ค. 03, 21:11

ถ้าใช้กู๊เกิลไม่เจอ ลอง www.siamguru.com อาจจะเจอครับ

จำได้อีกอย่างว่า พระอาทิตย์เป็นลูกของนางอทิติ พ่อพระอาทิตย์เป็นใครผมก็ลืม อาจจะเป็นมหาฤษีกัศยปเทพบิดร ซึ่งเป็นพ่อของใครต่อใครแยะเหลือเกิน เป็นพ่อทั้งครุฑทั้งนาค แต่ที่จริง แม้แต่ในนิทานแขกเองเรื่องก็ไม่ตรงกัน พระอาทิตย์ในศาสนาพราหมณ์ยุคเก่าเกือบจะเป็นมหาเทพ เข้าพวกกับพระอัคนี พระวรุณ พระอินทร์ พวกนั้น ซึ่งแขกเคยนับถือมากมาก่อน แต่มาทีหลังเทวดาพวกนี้ฐานะตกต่ำลงเป็นเทวดาธรรมดารองจากมหาเทพคือพระพรหมพระอิศวรพระวิษณุ สมัยที่พระอาทิตย์เป็นเทพผู้ใหญ่นั้นแขกถือว่าพระอาทิตย์เป็นความร้อน เป็นรูปหนึ่งของไฟอันเป็นอำนาจสูงสุดอำนาจหนึ่งในธรรมชาติ สำแดงตนเป็นสามรูปสามลักษณะ คือบนท้องฟ้าเป็นอาทิตย์ ระหว่างอากาศเป็นสายฟ้า และบนพื้นดินเป็นเปลวไฟ (ถ้าถือตามนี้ก็ต้องถือว่า พระอาทิตย์ พระอัคนี แขกเคยเชื่อว่าป็นเทพองค์เดียวกันมาก่อน มาแยกเชื่อว่าเป็นคนละองค์ทีหลัง) แต่ตามตำนานแขกเหมือนกันอีกกระแสหนึ่ง พระอาทิตย์ดันไม่ได้มีองค์เดียวซะอีก มีตั้งมากมายหลายองค์ ยิ่งวุ่นหนัก ผมจำไม่ได้ว่ามีกันกี่องค์ จำได้แต่ว่าองค์หนึ่งในนั้นชื่อพระปูษัน เป็นอาทิตย์ดวงหนึ่งรู้สึกว่าหมายถึงอาทิตย์แรกขึ้น หรืออาทิตย์ตอนไหนก็ไม่รู้ ที่จำแกได้แม่นเพราะมามีเรื่องในตอนพระศิวะมหาเทพก่อนจะพบพระอุมาอีก คือ เดิมพระศิวะทรงมีชายาชื่อ พระสตี พระสตีเมื่อเลือกมหาเทพศิวะเป็นสวามีแล้วก็จงรักภักดียิ่งนัก แต่พระศิวะนั้นแม้จะเป็นหนึ่งในสามมหาเทพผู้ทรงอำนาจมาก ก็ทรงเป็นเทพฮิปปี้ แต่งตัวปอนๆ ห้อยกะโหลกผี เอาขี้เถ้าจากการเผาศพทาตัว อาศัยตามป่าช้า ครั้งหนึ่งในที่ประชุมเทวสมาคมแห่งหนึ่งที่พระศิวะไม่ได้ไปด้วย พระสตีไปองค์เดียว ก็มีรายการเทวดากอสสิปนินทาพระศิวะลับหลังเยาะเย้ยสวามีพระสตีต่างๆ จนพระสตีทนไม่ไหวกระโดดกองไฟตายหนีความอับอาย พระศิวะรู้เข้าก็พิโรธ มาทำลายมหาสมาคมนั้นแตกกระเจิงไปคนละทาง ทรงไล่เตะถีบคณะเทพทั้งหลายไม่เป็นอันดี พระปูษันวิ่งเข้ามาขอโทษก็ถูกเตะปาก ฟันหักหมด ตั้งแต่นั้นมา เครื่องเซ่นบูชาเทพองค์นี้เลยต้องเป็นโจ๊กหรือข้าวต้มเละๆ เพราะพระปูษันไม่มีฟัน (ส่วนเรื่องพระศิวะจะหาชายาใหม่ยังไงต่อนั้น ยังเล่าไปได้อีกยาว...)

เนื่องจากประวัติเทวดาเหล่านี้เป็นนิทาน นิทานก็เป็นยังงี้แหละครับ ยิ่งคนเล่าหลายคนยิ่งสนุกและยิ่งมั่ว จะให้ตรงกันเป๊ะๆ ลำบาก อย่างว่าแหละครับ ยิ่งขยับออกไปนอกวงวรรณกรรมแขกด้วย ความเชื่อของคน แต่ละชาติก็ยิ่งไม่เหมือนกัน อย่างของญี่ปุ่นเจ้าแม่สุริยะเป็นผู้หญิงไม่ยักกะเป็นชาย แต่พระจันทร์เป็นชายเหมือนเทวดาแขก ไปทางของจีนจันทรเทวีกลับเป็นหญิง ฯลฯ
บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
มัจฉานุ
**
ตอบ: 85

Graduate Student New Mexico Institute of Mining and Technology, Socorro, NM USA


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 30 พ.ค. 03, 01:59

 ประวัติเทวดาเนี่ย มันก็คงเป็นนิทานอย่างที่คุณนิลฯ แกเล่าข้างต้นแหละครับ จะให้มี เป็น resume ชัดเจนไปเลยก็คงลำบาก
อย่าง มหาเทพทั้งสามของฮินดูเนี่ยใครสร้างใคร หรือเกิดมายังไง ก็มีหลายตำนาน ถ้านับถือพระศิวะก็ว่าพระศิวะเกิดก่อน ถ้านับถือพระนารายณ์ก็ว่าพระนารายณ์ท่านเกิดก่อน
แต่ผมมีข้อสังเกตุอยู่อย่างเกี่ยวกับเทวดาแขก กับเทวดาของฝรั่ง (กรีก) คือเทวดาของสองชาตินี้ค่อนข้างจะมีอะไรคล้าย ๆ กัน อยู่หลายอย่าง ถ้าเป็นเทวดาจีน หรือญี่ปุ่นนั้น ค่อนข้างจะไม่เกี่ยวเท่าไหร่
ของแขกนั้น ผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์และก็ท้องฟ้าตอนแรกคือพระอินทร์ ในช่วงต้นนั้นถือว่าใหญ่สุดเลยนะครับ แต่มาถูกลดฐานะโดยมหาเทพทั้งสามตอนหลัง พระอินทร์ของแขกนั้น ก็เปรียบได้กับมหาเทพซีอุส ของกรีก เป็นใหญ่ในท้องฟ้าเหมือนกัน เป็นผู้ปกครองเหล่าเทวดาเหมือนกัน อาวุธที่ใช้ก็เป็นสายฟ้าเหมือนกันซะด้วย แต่ว่าซีอุสของกรีกหรือ Jupiter ของโรมันนั้น ก็ไปเท่ากับดาวพฤหัส ซึ่งทางฮินดูถือว่าพระพฤหัส กับพระอินทร์นั้นคนละคนกัน พระพฤหัสทางฮินดูก็อย่างที่คุณนิลฯ เล่าไว้ว่าเป็นเทพฤษีที่เป็นอาจารย์ของเหล่าเทพ
อย่างพระศุกร์นี่ก็ต่างกัน ของฮินดูเป็นฤษีผู้ชาย แต่ของกรีกหรือโรมันนั้น พระศุกร์ (Vinus) เป็นเทพีแห่งความรักไปแทน
แต่พระอังคารนั้นคล้ายกัน ดูเหมือนจะเป็นเทพแห่งสงครามทั้งคู่
พระพุทธของกรีกคือ Murcury เทพแห่งการสื่อสาร หรือทำนองเทพแห่งความเร็ว ส่วนของฮินดูเป็นเทพฤษีองค์นึงมีหน้าที่ด้านไหนผมก็จำไม่ได้แล้ว
ที่เหมือนกันอีกอย่างคือ พระเสาร์นั้น ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงหรือมีเนื้อเรื่องเล่าเท่าไหร่ ทั้งตำนานกรีกแล้วก็ตำนานแขก ของกรีกไม่กล่าวมากนัก เพราะบอกว่า พระเสาร์นั้น คือกลุ่มเทพเก่าที่ถูกเทพซีอุสล้มอำนาจไป ส่วนของแขกนั้นผมไม่แน่ใจว่าทำไม
แต่เคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่า พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก เป็นสำนวนหมอดู ทำนองว่าเคราะห์ร้ายแน่ เลยทำให้มีความรู้สึกอยากจะเดาว่า พระเสาร์เนี่ยคงเป็นเทพที่มนุษย์กลัวซะมากกว่า เหมือนว่าถ้ามาใกล้คนเมื่อไหร่ คนจะโชคร้ายซะส่วนมาก ก็เลยไม่มีคนอยากจะกล่าวถึงเท่าไหร่
พระอาทิตย์ของกรีกนี่มีความสำคัญมากกว่าของแขกเยอะครับ เทพ Apollo เนี่ยเป็นลูกชายเทพซีอุส แล้วก็มีอำนาจมีอิทฤทธิ์เยอะ แล้วก็ยังรูปหล่อแถมเจ้าชู้อีกต่างหาก วีรกรรมเรื่องผู้หญิงก็เยอะแยะ
พระอาทิตย์ของแขกนั้น ผมจำไม่ได้ว่าเป็นลูกใครแน่ แต่ของแขกนั้น เทวดาองค์ไหน ก็เหมาได้ว่าพระพรหมท่านเป็นผู้สร้างล่ะครับ จะโดยตรงหรือผ่านใครก็ว่ากันอีกที พระอาทิตย์ของแขกท่านมีหน้าที่ชักรถครับ คือขับรถลอยอยู่บนท้องฟ้าไปมา ขับวนรอบเขาไกรลาศ หรือยังไงนี่แหละครับ ขับครบรอบนึงก็เป็นนึงวัน แล้วท่านก็ได้ไปพักผ่อน พระอาทิตย์มีบทบาทเยอะก็ในเรื่องรามเกียรติ์ เรื่องการกวนน้ำทิพย์ของเหล่าเทวดา ถูกใช้เป็นเครื่องพนันกันของ ครุฑกับนาคอีกด้วย
เรื่องพระจันทร์นั้น คุณนิลฯ แกเล่าไปแล้วแหละครับ
แต่ผมว่าหนังสือเกี่ยวกับเทวดาของแขกเนี่ย น่าจะมีอยู่อย่างในหอสมุดประชาชนก็น่าจะมีนะครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 30 พ.ค. 03, 12:28

 คำถามของน้องแฮมเตอร์ ถ้าตอบกันจริงๆก็เขียนเป็นหนังสือได้เล่มหนึ่งละค่ะ
สงสัยว่าน้องกำลังจะทำรายงานส่งครูหรือเปล่า
ถ้าใช่  อาจารย์ระบุว่าเป็นพระอาทิตย์พระจันทร์ ในวรรณคดี (ที่ไทยรับมาจากอินเดีย) หรือว่าทางโหราศาสตร์กันแน่คะ เพราะประวัติเรื่องราวไม่เหมือนกัน
อย่างที่คุณพระนายและคุณนิลกังขา ตอบไว้ละค่ะ

ลองไปค้นหนังสือในห้องสมุดอีกทางนะคะ  แนะนำพระราชนิพนธ์"ศกุนตลา" ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ  ท้ายเรื่องมีอภิธาน  เล่าถึงเทวดาอินเดียเอาไว้ด้วยค่ะ

ส่วนในเรือนไทย ขอตอบสั้นๆ ถึงประวัติพระอาทิตย์

ในพระคัมภีร์ไตรเพทของอินเดีย    พระอาทิตย์มีด้วยกัน 8  องค์   คือ พระวรุณาทิตย์   พระมิตราทิตย์  พระอริยมนาทิตย์  พระภคาทิตย์  พระองศาทิตย์  พระอินทราทิตย์   พระธาตราทิตย์  และพระสุริยาทิตย์
พระอาทิตย์ดวงกลมๆที่เราเห็นอยู่นี้คือพระสุริยาทิตย์   ผิดกับพี่น้องอีก 7 องค์ตรงที่ไม่ได้ประจำอยู่บนสวรรค์ิ  เพราะพระเทพมารดาคือพระอทิติไม่ได้พาไปเทวโลกอย่างพี่ๆ   ก็เลยต้องไปๆมาๆ เช้าเย็นอยู่ระหว่างโลกมนุษย์กับเทวโลกจนทุกวันนี้
ต่อมาในยุคหลัง  เพิ่มสารถีขึ้นมาองค์หนึ่งชื่อพระอรุณ
ตอนเช้าตรู่  พระอรุณจะโผล่ขึ้นขอบฟ้ามาก่อนเป็นสีแดงเรื่อ  แล้วพระอาทิตย์ก็จะชักรถตามมาอีกที

ขอตอบแค่องค์เดียวนะคะ  ขอให้โชคดี  ค้นหาหนังสืออ้างอิงได้พบค่ะ
บันทึกการเข้า
นิลกังขา
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1012

ทำงานราชการ


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 30 พ.ค. 03, 21:16

 พระจันทร์ก็มีหลายตำนานครับ เราเคยคุยกันบ้างแล้วในกระทู้เก่าๆ แต่ตำนานหนึ่งว่า พระจันทร์กำเนิดขึ้นเมื่อคราวกวนเกษียรสมุทร เป็นโสมเทพลอยขึ้นมาจากทะเลน้ำนมตอนเหล่าเทวดาจับมือกับบรรดาอสูรกวนทะเลหาน้ำอมฤต แต่โสมเทพกับเทพเจ้าพระจันทร์นั้นบ้างก็ว่าเป็นคนละองค์ บ้างก็ว่าองค์เดียวกัน ...



มึนครับมึน



ถ้าแฮมน้อยจะค้นต่อ น่าจะค้นด้วยว่า วันทั้งเจ็ดที่เรามาถือตรงกันทั้งโลกได้นั้นมาจากไหน ผมนึกว่ามาแต่บาบิโลนก่อน แล้วทั้งแขกอินเดียทั้งฝรั่งรับไป แล้วก็เลยใช้กันทั้งโลก

เทวดาฝรั่งในชื่อวันทั้งเจ็ดของสัปดาห์ก็เทียบได้กับของแขกบ้าง ไม่ได้บ้าง เช่นวันอาทิตย์ตรงกัน วันจันทร์ตรงกัน วันอังคาร Tuesday นี่ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นวันของเทพอะไร แต่ถ้าเป็นฝรั่งเศส Mardi ก็แปลว่าวันของเทพเจ้าดาวพระอังคาร ตรงกัน พุธฝรั่งเศสเรียก Mercredi ตรงกันคือเป็นวันดาวพระพุธ (เพียงแต่พระพุธของกรีกเป็นเทพสื่อสาร พระพุธของอินเดียเป็นเทพฤษี) แต่ของอังกฤษ Wednesday นั้นคือ Odin's dayเป็นวันของเทพโอดิน อันเป็นเทพคนละตระกูลกับของกรีกแต่เป็นเทพเยอรมันหรือสแกนดิเนเวียโบราณ วันพฤหัสบดีของอังกฤษก็กลายเป็นวันของ เทพ Thor ของเยอรมันหรือไวกิ้งเหมือนกัน วันศุกรเป็นวันของเทพีไฟรยา ของเยอรมันอีก แปลว่าสามวันหลังนี่ในภาษาอังกฤษไม่เป็นเทพดาว มาคนละทาง วันเสาร์ก็กลับมาตรงกันอีกคือเป็น Saturn's day เทพดาวพระเสาร์
บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
มัจฉานุ
**
ตอบ: 85

Graduate Student New Mexico Institute of Mining and Technology, Socorro, NM USA


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 31 พ.ค. 03, 03:18

 ได้ยินคุณเทาชมพูเล่าให้ฟังว่า พระอาทิตย์มีกันอยู่แปดพี่น้อง
เลยนึกได้ถึงนิทานที่แทรกอยู่ในเรื่องไซอิ๋วของจีน
ถ้าจะเอาตำนานเกี่ยวกับเทวดาของจีน ก็ต้องอ่านไซอิ๋วก็จะได้เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยเยอะ
ผมหวังว่าผมคงจำไม่ผิดที่บอกว่ามาจากจีน ที่ตอนแรกนั้น มีพระอาทิตย์หลายดวงมาก คาดว่าสิบดวงหรือเปล่า แล้วก็มีคนคนนึง จำไม่ได้อีกล่ะว่าใคร เอาลูกธนูยิงพระอาทิตย์ดับไปจนเหลือดวงเดียว ทำให้โลกไม่ร้อนเกินไป พืชพันธุ์แล้วก็สัตว์เลยเจริญเติบโตกันขึ้นมาได้
แบบนึกขึ้นได้เลยเอามาเล่าน่ะครับ
เรื่องเกี่ยวกับน้ำโสม นี่ก็แปลกดี คือเทวดาแขกเนี่ยต้องดื่มน้ำโสมหรือน้ำอมฤต นี่แหละซึ่งตามความเข้าใจของกระผมคือเหล้านั่นเอง สรุปว่าเทวดาแขกดื่มเหล้าทั้งที่เป็นฝ่ายเทพ
ส่วนฝ่ายอสูรหรือฝ่ายผู้ร้ายของแขกนั้น คืออสุรา ผู้ไม่ดื่มเหล้าแทน ผมก็เลยเข้าใจว่าเหล้านั้น คงจะไม่ใช่ของเลวร้ายเท่าไหร่แน่ เพราะเหล่าเทพทั้งหลายเค้าต้องดื่มกัน แล้วเทพเนี่ยเค้าก็มีพรรคพวกนะครับ คือถ้าไม่ชอบเทพหรือเทวดาองค์ไหน ก็อาจจะมีการไล่ออกจากเทวสมาคม โทษหนักก็คือ ไม่ให้ดื่มน้ำโสม
ก็แสดงว่าเทวดาของแขกนี่คงจะเป็นแอลกอฮอลิซึ่มกันทั่วหน้า
เพราะว่าพอโดนลงโทษไม่ให้ดื่มน้ำโสม (สุรา) เข้าไปปุ๊บเป็นเดือดร้อนกันหมด
ที่เป็นตำนานสนุก ๆ ก็คงเป็นตอนที่ เทพฝาแฝด ที่ชื่อว่าเทพอัศวิน ถูกเทวดาองค์อื่น ๆ โดยเฉพาะพระอินทร์อิจฉาตาร้อนด้วยเรื่องอะไรก็ไม่แน่ใจ แต่สาเหตุที่เอามาขับไล่ก็คือบอกว่า เทพอัศวินเนี่ยชาติกำเนิดต่ำต้อย ไม่ควรให้อยู่ร่วมในเทวะสมาคมต่อไป คือเทพอัศวินนั้นตำนานเล่าว่าเกิดจาก ฟ้าและดินหรืออย่างไรนี่แหละผมก็ลืม ๆ แล้ว เลยถูกพระอินทร์ เอามาโจมตีว่า ชาติกำเนิดไม่ดี แต่ตอนจบก็มีเหล่าฤาษี มาช่วยไกล่เกลี่ย จริง ๆ ต้องบอกว่ามาปราบพระอินทร์จนต้องยอมรับ เทพอัศวินเข้าไปอยู่ในเทวะสมาคมตามเดิม (เล่าย่อ ๆ เพราะจำรายละเอียดไม่ได้นะครับผม)
บันทึกการเข้า
ละเมียด
อสุรผัด
*
ตอบ: 31

กรมศิลปากร


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 31 พ.ค. 03, 10:25

 http://www.school.net.th/library/new/display.php?cat=890

ค้นไปค้นมา ก็ไปป๊ะ อันนี้เข้าค่ะ
หวังว่าคงจะพอมีประโยชน์สักน้อยยยยยยยย นะคะ
บันทึกการเข้า
แฮมเตอร์น้อย
อสุรผัด
*
ตอบ: 2

เรียนอยู่นิเทศ และ คหกรรม (ไปด้วยกันได้ไงเนี่ย?)


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 02 มิ.ย. 03, 04:06

 ขอบคุณ พี่ๆ มากค่ะ  ข้อมูลที่ให้มามีประโยชน์มากเลยค่ะ

จริงๆ หนังสือกำเนิดเทวดาก็เคยอ่านค่ะ แต่นานมากแล้ว  และหาอ่านอีกไม่ได้  เลยลองหาทางเน็ทดูแบบนี้แหละค่ะ
บันทึกการเข้า
นิลกังขา
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1012

ทำงานราชการ


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 02 มิ.ย. 03, 16:58

 ทางจีนว่า สมัยก่อนมีพระอาทิตย์ไม่ใช่ดวงเดียว แต่มีสิบดวง ผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ ดวงละวันๆ
แต่วันหนึ่งพระอาทิตย์เหล่านี้คึก โผล่หน้าออกมาพร้อมกันหมดทั้งสิบดวง ชาวโลกก็ไอ๊หยา ร้อนตายกันไปจำนวนมาก
เดือดร้อนถึงนายขมังธนูผู้เก่งกาจที่สุดในแผ่นดินต้องออกมาดำเนินปฏิบัติการดับตะวัน นายขมังธนูคนนั้น ถ้าจำไม่ผิดชื่อ โฮ่วอี้ แกยิงพระอาทิตย์แตกไปทีละดวงๆ จนเหลือแต่เพียงดวงเดียว โลกก็รอดมหัตภัยมาได้ เทพดวงอาทิตย์ของจีนโบราณ รูปเป็นนกกายักษ์สามขาครับ พอถูกยิงแตกก็หล่นลงมาตายกลายเป็นนกกาสามขาเก้าตัว เหลือดวงปัจจุบันให้ลส่องโลกต่อไป

(นิทานครับนิทาน เพราะถ้าเป็นเรื่องจริงจะหานายขมังธนูที่ไหนที่จะยิงธนูได้ไกลถึง 93 ล้านไมล์ยังงั้นก็เกินไป)

โฮ่วอี้ผู้ดับดวงอาทิตย์มีเรื่องไปเกี่ยวกับจันทรเทวี ฉางเอ๋อ ด้วย เพราะโฮ่วอี้เป็นสามีของนางฉางเอ๋อ วีรกรรมของเขาที่ช่วยโลกให้พ้นจากอันตรายนั้น ทำให้สวรรค์ประทานยาอมฤตให้โฮ่วอี้เป็นรางวัล กินแล้วจะไม่แก่ไม่ตายกลายเป็นอมตะ

ตรงนี้เรื่องมีเล่าเป็นสองทาง ทางหนึ่งว่า พระนางฉางเอ๋อชายาโฮ่วอี้แอบขโมยกินยาอายุวัฒนะหมดคนเดียว ไม่แบ่งให้โฮ่วอี้ด้วย แต่อีกทางหนึ่งแก้ว่า เพราะโฮ่วอี้พอเป็นมหาวีรบุรุษของมนุษยชาติแล้วก็ชักจะเหิมเกริม ทำท่าจะตั้งตัวเป็นทรราช พระนางฉางเอ๋อเห็นท่าไม่ดีว่าถ้าโฮ่วอี้เป็นทรราชที่เป็นอมตะด้วย มวลมหาประชาชนก็คงแย่ เลยตัดสินใจขโมยยากินเองหมดคนเดียว

แต่ผลก็เหมือนกัน คือยาที่เตรียมไว้สำหรับสองคนนั้น พอนางฉางเอ๋อกินเข้าไปคนเดียวก็โอเวอร์โดส เกินขนาด ทำให้ตัวนางฉางเอ๋อเบาโหวงไม่ติดพื้น ลอยลิ่วๆ ขึ้นไปบนฟ้าจนไปถึงพระจันทร์ แล้วก็เลยติดแหงกอยู่ที่นั่นตลอดมาจนถึงเดี๋ยวนี้ กลายเป็นเทพธิดาดวงจันทร์ไป

บนดวงจันทร์ จีนเขาว่า มีตำหนักเย็นอันไพศาล หรือกว่างหานกง เป็นวังของเทวีฉางเอ๋อ มีต้นอบเชยยักษ์อยู่ต้นหนึ่งด้วย ต้นอบเชยนี้ เป็นอบเชยวิเศษ ทวยเทพสร้างไว้ลงโทษใครอีกคนหนึ่งซึ่งผมจำชื่อไม่ได้ ตะแกคนนี้แกอยากเป็นเซียน แต่ไปทำผิดข้อห้ามอะไรเข้าอย่างหนึ่ง เลยต้องมาใช้หนี้กรรมด้วยการมาตัดต้นอบเชย แต่อบเชยที่ว่าเป็นอบเชยวิเศษ พอแกเงื้อขวานฟันลำต้นเข้าแผลหนึ่ง ระหว่างระยะที่เงื้อขวานจะจามลงอีกรอบ แผลบนลำต้นก็ประสานกันสนิทเหมือนเดิม เป็นอันว่าแกต้องตั้งหน้าตัดต้นอบเชยนั้นแหละไปจนชั่วกัลปาวสาน ได้เป็นอมตะสมใจแต่ต้องทำงานตลอดเวลา รอยดำๆ บนพระจันทร์ที่ไทยเราเห็นเป็นกระต่าย นั้น จีนเขาว่า คือต้นอบเชยยักษ์นี่แหละครับ ส่วนสมัยนี้ใครจะว่าเป็นรอยเท้านีล อาร์มสตรองก็แล้วแต่

(ใครที่รู้จักนิยายกรีก ฟังบทลงโทษเรื่องตัดต้นอบเชยยักษ์นี้แล้วอาจจะนึกเปรียบเทียบกับซิซีฟุส ซึ่งถูกสาปให้กลิ้งครก เอ๊ย กลิ้งหินขึ้นเขาไปตลอดชั่วกาลนานเหมือนกัน)
บันทึกการเข้า
นิลกังขา
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1012

ทำงานราชการ


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 02 มิ.ย. 03, 21:08

 นึกออกแล้วครับ อีตาคนตัดไม้เจ้ากรรมที่ถูกสาปนั่น ชื่ออู๋กังครับ แปลว่าถ้าเชื่อตำนานจีน บนโลกพระจันทร์มีชาวโลกพระจันทร์อยู่ 2 คน คือเจ้าแม่ฉางเอ๋อเทวี กับอีตาอู๋กัง กับสิ่งมีชีวิตอีกอย่างหนึ่งคือต้นอบเชยยักษ์ (ผมคิดว่าทางจีนไม่ได้กล่าวถึงกระต่ายในดวงจันทร์)

ถ้าเชื่อตำนานไทย บนโลกพระจันทร์ก็มีกระต่าย กับมียายกะตาคู่หนึ่งทำนาอยู่บนพระจันทร์

เรื่องเทพกินเหล้า หรือน้ำโสมะ แต่อสูรไม่กินที่คุณพระนายยกมานี้ เป็นคติทางพราหมณ์ ซึ่งยังคงอยู่ในชื่อ "อสูร"  อ + สุร และทางพุทธก็รับเกร็ดเรื่องนี้มาด้วย มาปรากฏในนิทานเรื่องพระอินทร์ของทางพุทธ ที่ได้เค้าจากพระอินทร์ฮินดูแต่ปรับแปลงใหม่ คือเรื่องของมฆะมานพกับสหายทั้งสามสิบสามคน ที่ทำบุญ ทำทาน รักษาศีล 5 จนได้ไปเกิดในสวรรค์ พอไปเกิดก็เจอเทพพวกเก่าเจ้าถิ่น ซึ่งเป็นเทวดาขี้เมา ชวนให้เสวยสุรา พวกเทพใหม่ (ชาวพุทธ) ถือศีล 5 จึงไม่กินเหล้า เฝ้ารอท่าจนเทพพวกเก่าเมามายไม่ได้สติและก็พร้อมใจกันจับเทวดาขี้เมาโยนลงมาจากสวรรค์ เข้ายึดครองสวรรค์เป็นของตน กลายเป็นพระอินทร์ (ของทางพุทธ) หรือท้าวมัฆวาน และบรรดาเทวดาแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (แปลความหมายว่า สวรรค์สามสิบสาม เพราะเริ่มจากเทพสามสิบสามองค์) ส่วนเทพพวกเก่าพอหล่นลงไปแล้ว ด้วยบารมีของพวกนั้น ก็เกิดเป็นพิภพใหม่คือภพอสูรขึ้นรองรับ จึงเกิดเทวโลกและอสูรโลกแต่นั้นมา และอสูรยังแค้นเทวดาอยู่ก็เลยเกณฑ์ทัพขึ้นไปรบกับเทวดาอยู่เนืองๆ เรียกว่า เทวาสุรสงคราม ซึ่งทางพุทธก็เอาเค้าจากนิทานพราหมณ์มาเล่าต่อในตำราพุทธเหมือนกัน

เห็นร่องรอยนิทานเดิมได้ชัด แต่สลับกันเสีย ทางพุทธ เทพต่างหากเป็นฝ่ายไม่กินเหล้า แต่อสูรกิน (หรือเคยกิน) หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า เทพพวกใหม่ที่ถือศีล 5 ของพุทธ ไม่กินเหล้า แต่เทพพวกเก่าหรือเทวดาฮินดูนั้นเป็นเทพขี้เมายังกินเหล้ากันอยู่ จนถูกเทพพวกใหม่ปราบจับโยนลงมา

ที่จริง สุระ ก็แปลว่า กล้า เท่านั้นเอง สุรา คงพอแปลว่าน้ำที่กินแล้วกล้า (บ้าบิ่น) ได้ละมั้ง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.064 วินาที กับ 19 คำสั่ง