สุจิปุริ

(1/1)

หนอนแว่น:
 สุจิปุริ มีความหมายใตแต่ละคำว่าอย่างไร แล้วเด็กไทยในปัจจุบันยังคงใช้หัวใจนักปราชญ์นี้ในการศึกษาหรือไม่

paganini:
 ไม่รู้บาลีนะแต่จำได้เลาๆขอมั่วว่า
สุ - สุตตะ  แปลว่าฟัง  ได้ยินจากคนอื่น อ่านมา ดู TV มา
จิ - จิตตะ  ฟังแล้วคิด  ไม่ใช่ฟังแล้วเชื่อเลย
ปุ - ปุจฉา คิดแล้วแย้งไม่เชื่อ รึ ไม่เข้าใจ ก็ต้องถาม ปัจจุบันก็อาจจะตีความว่าหาอ่านจากหนังสือรึอินเตอร์เนท
ริ - ริอ่าน แปลว่าพอมีความรู้ก็ริอ่านคิดการใหญ่ เอ๊ยไม่ใช่ จริงๆแล้วเป็น
ลิ - ลิขิต คือบันทึกครับ เมื่อรู้แล้วต้องจำได้ สามารถนำมาใช้ได้ในโอกาสต่อไป  การเก็บข้อมูลต่างๆทำให้เราได้มองเห็นภาพรวมๆ ทำให้มีวิสัยทัศน์ครับ
แท้จริงนี่คือกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์นั่นเอง

เด็กไทยสมัยนี้ไม่รู้ว่ายังได้ใช้หรือไม่แต่ผู้ใหญ่ไทยอย่างผมยังใช้อยู่บ้างตามอัตภาพ

เทาชมพู:
 เด็กที่ตั้งใจเรียน เห็นประโยชน์ของการเรียน  สร้างคุณภาพชีวิตให้ตัวเองได้  มีทุกยุคละค่ะ
ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต
อดีตเด็กเรียนที่กลายมาเป็นทีมวิชาการดอทคอม ก็ใช้หลักนี้กันทั้งนั้น

นิลกังขา:
 สุ จิ ปุ ลิ แปลว่า ฟัง คิด ถาม เขียน ครับ

สุต คือการฟังนั้น เพราะสมัยก่อนการถ่ายทอดวิชาหรือการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านการฟังเป็นหลัก เดี๋ยวนี้ต้องถือว่าทั้งการฟัง การอ่าน การดูทีวี การค้นในอินเตอร์เน็ต การรับข้อมูลทุกรูปแบบ อยู่ในข้อนี้ด้วย ไม่ใช่แปลว่าการฟังอย่างเดียวแล้ว
ส่วนข้ออื่น จิ ปุ ลิ ก็อยู่ในคำอธิบายที่คุณ Paganina ว่ามาทั้งหมดแล้ว

ผมมีข้อสังเกตส่วนตัวข้อหนึ่ง คือ ในสมัยนี้ไอทีอาจจะเข้ามาช่วยได้แทบทุกอย่างใน 4 ข้อนี่ อินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางให้เรารับรู้ข้อมูลได้มากขึ้น ช่วยเรื่องสุ รับรู้แล้ว เกิดสงสัย ก็ใช้ในการสื่อสารตั้งคำถามต่อได้ เช่นมาตั้งกระทู้ ช่วยข้อ ปุ แล้วก็ช่วยในการบันทึกผลการค้นคว้าเก็บระบบฐานข้อมูลได้ เรียกว่าช่วยข้อ ลิ

แต่ไอทีไม่สามารถแทนข้อ จิ ได้ครับ คนต้องคิดเอง ใคร่ครวญเอง จึงจะรู้เองและสามารถแตกยอดแขนงความคิดความรู้ต่อไปได้ และการคิดใคร่ครวญของผู้เรียนเองนั่นแหละที่จะเป็นตัวนำในการกำหนดแนวที่เราจะออกไปหาข้อมูลเพิ่มโดยสุตตะ ถามสิ่งที่ข้องใจโดย ปุจฉา และบันทึกเก็บไว้โดย ลิขิต ต่อไป

เขาจึงมีคำกล่าวในทางวิชาการจัดการสารสนเทศว่าด้วยซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และพีเพิ่ลแวร์ ฮาร์ดแวร์ก็ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นเนื้อเป็นตัวเครื่อง ซอฟท์แวร์ก็ยังนับเป็นส่วนของเครื่อง แต่เป็นส่วนที่เครื่องใช้ "คิด" คือโปรแกรมหรือชุดคำสั่งต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ (ขอถือโอกาสยืนยันตรงนี้ว่า ราชบัณฑิตยสถานไม่เคยแปลคำ 2 คำนี้ว่า "ละมุนภัณฑ์" และ "กระด้างภัณฑ์"ครับ เป็นแค่โจ๊ก ที่เล่าไปเล่ามาคนนึกว่าจริง)

แต่ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ ถ้าไม่มีพีเพิ่ลแวร์ ก็ไม่มีประโยชน์อันใดครับ

มีโคลงโลกนิติบทหนึ่งที่พูดถึงหัวใจนักปราชญ์ 4 ข้อ ผมจำได้ไม่จบ ว่าดังนี้ (เชิญท่านที่จำได้จบช่วยผมด้วย)

น่าสังเกตว่า ในโคลงนั้นท่านเอาการคิดใคร่ครวญ หรือข้อ จิ ขึ้นก่อนเพื่อน

....เว้น "วิจารณ์" ว่างเว้น     "สดับฟัง"
เว้นที่ "ถาม" อันยัง      ไป่รู้
เว้น "เล่าลิขิต" สัง-  เกตว่าง เว้นแฮ
(บาทที่สี่ จำไม่ได้ แต่มีความว่า ถ้าเว้นคุณลักษณะเหล่านี้แล้ว บุคคลจะเป็นปราชญ์หาได้ไม่)

นิรันดร์:
 ....เว้น "วิจารณ์" ว่างเว้น ...........สดับฟัง"
เว้นที่ "ถาม" อันยัง ...................ไป่รู้
เว้น "เล่าลิขิต" สัง- ...................เกตว่าง เว้นนา
เว้นตั่งกล่าวว่าผู้........................ปราชญ์ฤามี

เท่าที่ผมสังเกตเด็กสมัยนี้เรียนหนังสือ เขาจะมีหัวใจกันอยู่ห้องเดียว เต้นอยู่เสียงเดียว ลิลิลิลิ ครับ
ฟังไม่ค่อยฟัง แอบคุยอยู่เรื่อย
คิดก็ไม่ค่อยคิด เวลาครูถามให้ตอบคำถามง่าย ๆ ก็ไม่ยอมตอบ
ถามยิ่งไม่ถามใหญ่เลย เวลาเราถามว่าเข้าใจไหม ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนถามมา จะอธิบายให้ก็ไม่มีใครยอมถาม
จดลูกเดียว อะไรที่อยู่บนกระดานหรือแผ่นใสเป็น   จดจดจดจด
กลัวอย่างเดียว กลัวจะจดไม่ทัน ทั้งที่เป็นหัวใจห้องสุดท้าย

ยิ่งเป็นข้อความบนเน็ตยิ่งแล้วใหญ่ ไม่มีการลอก การจด ก็อปปี้ แปะกันเลย ไม่รู้ว่าได้อ่านบ้างหรือเปล่า

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ