เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4]
  พิมพ์  
อ่าน: 14390 ความหมายของ SOTUS กับอนาคตปัญญาชนไทย โดย อ.ใจ อึงภากรณ์ (ลอกมาครับ)
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 29 ส.ค. 15, 08:10

เอ เห็นพูดถึง ดร. ประกอบๆ กัน ตกลง ดร.ประกอบนี่ใครกันครับ??? ชื่อเหมือนกันเลยแต่ไม่น่าจะใช่ผมนา เพราะผมขับแท็กซี่ แต่ตอนนี้ว่าจะเปลี่ยนเป็นมอไซด์รับจ้างแทนแล้ว รถมันติดเกิน


เมื่อวานเด็กดุริยางค์ มมส ยกขบวนไปขอขมาอาจารย์  แต่ไม่ได้ขอขมาอาจารย์คนที่วิจารณ์การรับน้อง กลายเป็นยกขบวนไปขอขมารักษาการอธิการฯ คนนี้แทน มีการถ่ายภาพออกข่าว ที่ ม.นี้นี่ทำอะไรกันแปลกๆ  ตรรกะเหตุผลอะไรที่คนปกติใช้กัน ดูท่าจะใช้ไม่ได้เลย


บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10732



ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 29 ส.ค. 15, 08:52

อาจารย์ ดร.ประกอบ ขับแท็กซี่ไปลงชื่อกับเขาด้วยหรือเปล่า  ยิงฟันยิ้ม

๑๒๐ นักวิชาการเรียกร้องผู้บริหาร ม.มหาสารคาม ระงับการคุกคาม 'ลลิตา'
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 29 ส.ค. 15, 09:03

เรื่องอื่นหลายเรื่อง ไม่เห็นด้วยกับอาจารย์เกษียร  เตชะพีระ   แต่เรื่องนี้เห็นด้วยกับตัวอย่างที่ยกมา เต็ม 100% ค่ะ

บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 29 ส.ค. 15, 09:49

อาจารย์ ดร.ประกอบ ขับแท็กซี่ไปลงชื่อกับเขาด้วยหรือเปล่า  ยิงฟันยิ้ม

๑๒๐ นักวิชาการเรียกร้องผู้บริหาร ม.มหาสารคาม ระงับการคุกคาม 'ลลิตา'

ต้องรอ ดร.ประกอบมาตอบ  นายประกอบเฉยๆ ตอบแทนไม่ได้ แต่พอจะรู้มาเลาๆ


สมัยนี้การไปลงชื่ออะไรนี่ค่อนข้างอันตรายกับอาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะระบบไม่เอื้อต่อการแสดงความคิดเห็อย่างอิสระนัก ทำให้อาจารย์ส่วนใหญ่จะไม่อยากเปลืองตัวลงชื่อไม่ว่าเรื่องอะไร เพราะอาจถูกกลั่นแกล้งจากผู้บริหารไร้จริยธรรมได้ นอกจากนั้นระบบกฏหมายก็ไม่มีคุ้มครองใดๆ จากการกลั่นแกล้งเหล่านี้   แถมเวลาเค้าลงชื่อกันพวกนี้ถ้าไม่ได้อยู่ในเครือข่ายก็จะไม่รู้ข่าวหรอกครับ แต่คิดว่าถ้ามีใครมาชวน ดร.ประกอบคนนั้นลงชื่ออะไรทำนองนี้ แกก็คงลงแหละ พวกหมูไม่กลัวน้ำร้อน เพราะมีสัญญาติดทุน ไล่ออกไม่ได้ง่ายนัก ยิ้ม


เมื่อวาน ดร.ประกอบโน้นเล่าให้ฟังว่า ไปสอน นศ ปี 1 มีอยู่กลุ่มนึงมานั่งฟุบหลับตลอดทุกครั้ง ให้ทำ lab อะไรก็ไม่ทำ มาเพื่อเช็คชื่อเท่านั้น ทั้งที่เป็นวิชาพื้นฐานของสาขาที่สำคัญที่สุดเพราะถ้าไม่ผ่านวิชานี้จะไปต่อวิชาอื่นในปีสูงๆ ไม่ได้ แถมมีมาตรฐานการวัดผลสูงไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ อัตราผ่านแต่ละปีน้อยกว่า 40% ทั้งที่สอนเสริม lab ติว ฯลฯ มากกว่าหน่วยกิตแล้ว   พอถามเพื่อนๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็มีคนนึงอิดออดกระซิบว่าพวกนั้นโดนรุ่นพี่ซ่อมทั้งคืนไม่ได้นอน พอจะซักต่อก็มี นศ คนอื่นมาลากคนเล่าออกไป แล้วอ้างว่าพวกนั้นเล่นเกมส์ทั้งคืนเลยไม่นอน  เห็นแล้วก็ต้องถอนใจ  น้องใหม่เหล่านี้มีสปิริตที่จะปกปิดเรื่องเลวๆ ของเหล่ารุ่นพี่ แต่ไม่มีสปิริตที่จะปกป้องเพื่อนจากอะไรที่เลวร้ายละเมิดสิทธิ์ แถมยังกล้าพอที่จะโกหกอาจารย์หน้าด้านๆ เพื่อปกป้องรุ่นพี่เหล่านั้น  เด็กไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญหรือรู้ถูกรู้ผิดได้จริงๆ  คิดว่าวันจันทร์นี้ ดร. ประกอบนั้นอาจจะต้องมีการไล่เฉ่งเด็กกัน
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
thonburi
อสุรผัด
*
ตอบ: 3


ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 18 พ.ค. 16, 23:16

มาเห็นกระทู้นี้เข้าทำให้นึกถึงตัวเองตอนโดนรับน้องโดยระบบนี้
เรื่องมันผ่านมาตั้ง 5-6 ปีก็ยังไม่ลืมเหตุการณ์รับน้องในครั้งนั้นแม้แต่วันเดียว มีแต่น้องที่ทุกข์ทรมาณส่วนรุ่นพี่มีความสุขกับการทำอะไรก็ได้กับรุ่นน้องแม้ว่าตัวเองจะเมาเหล้าขาดสติขนาดใหนก็ตาม
บันทึกการเข้า
นางมารน้อย
พาลี
****
ตอบ: 297


ทำงานแล้วค่ะ


ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 19 พ.ค. 16, 11:21

คณะดิฉันผู้หญิงเยอะ เรื่องพวกนี้ค่อนข้างอ่อนมากๆค่ะ โดยส่วนตัวเขาให้ทำอะไรก็ทำ ก็สนุกดีนะคะเพราะมันไม่ได้มีว้ากแรงๆแบบคณะที่ผู้ชายเยอะๆ ส่วนมากเป็นการทำอะไรสนุกๆมากกว่า แถมไม่พอยังมีว้ากตลกให้คลายเครียดอีกเช่น รุ่นพี่สั่ง "ก้มหน้า!" "ก้มหน้าลงไป!" "บอกให้ก้มหน้าคางชิดตูด"อะไรแบบนี้ก็ฮากันไปอีก

แต่ส่วนตัวคิดว่าการรับน้องแบบโหดๆทุเรศๆควรเลิกไปได้แล้ว ถ้าไม่ทกิจกรรมำอะไรที่สร้างสรรค์สังคมเช่นรวมกลุ่มไปปลูกป่า เก็บขยะตามทางเดินก็น่าจะให้เล่นเกมอะไรสนุกๆทำให้สนุกสนานเบิกบานใจกันทั้งสองฝ่ายดีกว่านะคะ
บันทึกการเข้า

สวัสดีทุกๆท่านค่ะ
Naris
พาลี
****
ตอบ: 313


ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 19 พ.ค. 16, 14:12

สมัยผม ปี 35 ในคณะนิติศาสตร์ เรามีห้องเชียร์ มีพี่ว๊าก แต่ก็ไม่ค่อยเลวร้ายเท่าไหร่ครับ
ส่วนตัวผมเอง ในสมัยเข้ามาปี 1 ผมกลับชอบระบบในตอนนั้น อาจจะเป็นเพราะผมมาจากโรงเรียนบ้านนอก แทบจะเป็นการเข้ากรุงเทพครั้งแรกของผมเลย ทั้งโรงเรียนมีผมสอบได้ที่นี่คนเดียว อืม อันที่จริง ทั้งจังหวัดมีผมคนเดียว รวมทั้ง 4 ชั้นปีด้วย เรียกว่า ผมไม่มีเพื่อนหรือพี่เลยครับ ลองคิดดูว่า คนที่มาจากสังคมที่ต่าง มีวิธีคิดที่ต่าง ประสบการณ์ที่ต่าง พอมาถึงคณะ เขาก็มีโต๊ะโรงเรียน โต๊ะจังหวัดกันไปหมดแล้ว แล้วผมจะไปอยู่ไหนหละเนี่ย

ก็อ้ายระบบที่บังคับให้รุ่นน้องทุกคนต้องรู้จักชื่อกัน ต้องมาร้องเพลงด้วยกัน คิดบูมรุ่น ทำธงรุ่น พวกนั้นแหละ ที่ทำให้ผมมีเพื่อนกะเขาขึ้นมาได้ หลายท่านอาจจะบอกว่า ก็จัดกิจกรรมแบบอื่นก็ได้นี่หน่า อืม.. ก็จริงครับ แต่สำหรับคนที่มาพร้อมกันทั้งโรงเรียนทีละหลายสิบคน ถ้าไม่ออกระเบียบบังคับ เขาไม่อยู่ทำกิจกรรมพวกนั้นหรอกครับ เขาไปเดินเล่น MBK ดีกว่า

พอขึ้นปี 2 คราวนี้รุ่นผมก็ต้องรับหน้าที่เป็นพี่ว๊าก พี่เชียร์บ้าง สมัยนี้ไม่รู้เป็นยังไงนะครับ แต่สมัยนั้น เราต้องฝึกครับ การที่คนๆหนึ่ง จะออกมายืนตะโกนได้วันละหลายชั่วโมง ต่อกัน เดือนครึ่ง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ทันทีนะครับ นอกจากฝึกกำลัง(ที่จะตะโกน) แล้ว ต้องฝึกเรื่องเนื่อหาด้วย เอาละ วันนี้ เราจะมาว๊ากน้องเรื่อง การแต่งกายที่ถูกระเบียบ เอ้า ไหนลองพูดมาซิ เชื่อไหมครับ เอาเข้าจริงๆ ทำกันไม่ได้ เพราะไม่สามารถหาเรื่องมาพูดได้ถึง 2 ชั่วโมง อย่างนี้ก็ต้องให้การบ้านกันสิครับ คนเป็นว๊ากต้องไปคิดเนื่อหามา วันรุ่งขึ้น เดี่ยวเอามาว๊ากให้พี่ปี 3 หรือ 4 ฟัง     
บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 313


ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 19 พ.ค. 16, 16:00

ต่อครับ แหะๆ
ในทีมว๊าก ก็จะต้องมีการแบ่งหน้าที่กันด้วยครับ สมัยนั้น เมื่อพี่ว๊าก คนหนึ่งมาดุแล้ว ต้องมีอีกคนให้เหตุผลตามด้วยเสมอ (เรียกพี่ว๊ากเย็น คือ พูดน้ำเสียงปกติ) สมัยนี้ผมไม่รู้ว่ามีหรือเปล่า จะว่าเล่นละครแบบ Good Cop Bad Cop ก็คงได้หละครับ

แล้วก็ต้องมีอีกทีมหนึ่งเป็นทีมเคลียร์ คือหากมีน้องคนหนึ่งไม่ยอมขึ้นมา พี่ๆทีมนี้ต้องเชิญน้องออกไปปรับความเข้าใจ แน่นอนว่า ไม่สามารถใช้วิธีรุนแรงได้อยู่แล้วครับ การทำความเข้าใจก็คือ ต้องบอกเขาตรงๆแล้ว ว่า ที่ว๊ากๆกันอยู่เนี่ย ทำเพื่ออะไร บางอย่างก็เป็นอุบาย แต่ที่แน่ๆ ไม่มีพี่คนใดโกรธน้องจริงๆ ฯลฯ แล้วให้เขาเลือกว่า จะยังร่วมกิจกรรมต่อหรือไม่ หากเขาไม่ร่วม เราก็ไม่บังคับแล้วครับ เคยมีบางคน เป็นรุ่นน้องก็จริง แต่พี่แกซิ่วมาจากที่อื่น อย่างนี้เราก็ไม่บังคับให้แกร่วมกิจกรรมหรอกครับ

ทีมสุดท้ายที่ต้องฝึกก็คือ ทีมต้นเสียงร้องเพลงครับ พวกนี้ ต้องร้องเพลงคณะ และเพลงมหาวิทยาลัยได้เยอะๆ หลายๆ เพลง พวกว๊ากเองก็ต้องฝึกครับ ต้องร้องได้ แต่ให้เป็นต้นเสียงไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่จะเสียงแหบกันไปหมดแล้ว ให้พี่ผู้หญิงน่ารักๆ เสียงใสๆ เป็นต้นเสียงดีกว่า

ทั้งหมดนี้ เริ่มเตรียมการกันตั้งแต่ยังไม่ปิดเทอมแหนะครับ เริ่มจากการเลือกตั้งประธานเชียร์ และอาศัยเวลาช่วงปิดเทอมซ้อม ซึ่งก็ต้องอาศัยความเสียสละหละครับ เด็กจุฬา รวยน้อยเสียเมื่อใหร่ ใครอาสามาทำเชียร์ ก็ต้องอดเที่ยวช่วงหน้าร้อนหละครับ
บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 313


ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 19 พ.ค. 16, 16:07

เล่ามายืดยาว เพียงเพื่อจะบอกว่า สมัยผม ผมว่า มันไม่ใช่การแกล้งเด็กอะไรหรอกครับ แก่นของการว๊าก (ยุคผม ในคณะผมนะ) จริงๆ คืออยากให้น้องที่มาจากที่ต่างๆกัน ได้หลอมรวมกัน การว๊ากเป็นเพียงกระบวนการเร่งให้เกิดสภาพเช่นนั้นเท่านั้น อาจจะเป็นความคิดของเด็กวัยนั้น ที่คิดได้เท่านั้น แต่สมัยนั้นมันได้ผลครับ

แต่ เดี๋ยวนี้ ผมได้มีโอกาสแวะกลับไปเที่ยวคณะอยู่บ้าง ได้เห็นการว๊ากสมัยปัจจุบัน อืม.. ก็เปลี่ยนไปครับ บางเรื่องก็ทำไปโดยไม่รู้เหตุผลแล้ว ว่าทำไปทำไม ทำเพียงเพราะแค่ เขาทำต่อๆกันมาเท่านั้น อีกอย่างเด็กสมัยนี้ ก็มีความคิดไม่เหมือนแต่ก่อน

บางที ระบบที่ใช้กระตุ้นให้น้องรวมกัน ก็คงได้เวลาเปลี่ยนแล้วเหมือนกันหละมังครับ   
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.035 วินาที กับ 19 คำสั่ง