เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4
  พิมพ์  
อ่าน: 36400 เทพเจ้าของฮินดู
สร้อยสน
ชมพูพาน
***
ตอบ: 143

ลูกจ้าง รัฐวิสาหกิจ


ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 29 พ.ค. 02, 06:36

 อ้อเคยอ่านมาว่า พระอุมาคือเทวีแห่งศักดิ์
พระลักษมีคือเทวีแห่งศรี
พระสุรัสวดีคือเทวีแห่งศาสตร์

แต่ละองค์มีความงามต่างกัน พระอุมาจะงามคมเข้ม พระลักษมีจะงามแบบเย้ายวนอ่อนหวาน พระสุรัสวดีจะงามแบบเรียบนุ่มนวลค่ะ
คนเปรียบนี่ต้องผู้ชายแน่ๆเลยค่ะ
บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
มัจฉานุ
**
ตอบ: 85

Graduate Student New Mexico Institute of Mining and Technology, Socorro, NM USA


ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 30 พ.ค. 02, 03:04

 เทพเจ้าของจีน นี่กลายเป็นมีเยอะมากครับ
เง็กเซียนฮ่องเต้ เป็นผู้ปกครองสวรรค์ แล้วมีตำนานเจ้าแม่ เจ้าพ่อ แล้วก็เซียนเยอะไปหมด
อย่างแปดเซียนนี่ก็ดัง
จี้กง ก็อีกอันนึง แล้วก็เทพ อย่างฮก ลก ซิ่วที่เป็นที่นับถือของคนจีนในไทย
แล้วก็ไซอิ๋ว เป็นตำนานเกี่ยวกับเรื่องเทพ ที่น่าสนใจอันนึงของจีน มีพระยูไลเป็นคนเก่งที่สุดในเรื่องไซอิ๋ว
เจ้าแม่กวนอิม ก็อีกนึงล่ะ
เอของจีนมีอะไรอีกหว่า
พระกามเทพของฮินดู นั้นเทพบุตร ขี่นกแก้ว ทรงศรดอกไม้ แต่เป็นเทพที่น่าสงสารครับ โดนพระอิศวรใช้ตาที่สามเผาไปเลยไม่มีรูปร่างเหลืออยู่
บันทึกการเข้า
สร้อยสน
ชมพูพาน
***
ตอบ: 143

ลูกจ้าง รัฐวิสาหกิจ


ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 30 พ.ค. 02, 14:58

 ใช่แล้วค่ะคุณพระนาย ยังโป๊ยเซียนอีกไงคะ
แต่รู้สึกกามเทพของจีนเป็นผู้ชายแก่ๆใช่ไหมคะ เคยดูในหนังมีด้ายแดงผูกข้อเท้าหนุ่มสาว
(แอบไปผูกคุณหลวงนิลบ้างหรือยังก็ไม่รู้นะคะฮิ ฮิ)
บันทึกการเข้า
Linmou
อสุรผัด
*
ตอบ: 5

ระดับการศึกษา ปริญญาตรี ขณะนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาโท คณะประวัติศาสตร์ วิชาเอกประวัติศ


ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 30 พ.ค. 02, 21:47

 ไปถามเรื่องเกี่ยวกับเรื่องมังกรมาแล้วค่ะ(ขี้เกียจอ่านเอง ไหนๆเพื่อนเขาก็เรียน ป.เอกด้านโบราณคดีอยู่)

มังกรมีมาตั้งแต่สมัยของจักรพรรดิเหลือง(หวงตี้) โดยเป็นสัญลักษณ์ของ "ชือโหยว"

ในตอนนั้น สังคมจีนได้พัฒนาไปถึงขั้นสหเผ่า คือการที่เผ่าเล็กๆมารวมตัวเป็นพันธมิตร แล้วให้ผู้นำของเผ่าที่เข้มแข็งที่สุดเป้นผู้นำเผ่าพันธมิตร

เผ่าพันธมิตรในยุคนั้น(ประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าปีก่อน)มี ๓ เผ่า คือ เผ่าของจักรพรรดิเหลือง เผ่าของเทพกสิกร(เหยียนตี้) และเผ่าของชือโหยว

Totem ของเผ่าจักรพรรดิเหลือง คือ หมี
Totem ของเผ่าเทพกสิกร คือหงส์
Totem ของเผ่าชือโหยว คือมังกร

เผ่าของชือโหยวอยู่แถบตอนกลางและตอนใต้ลุ่มแม่น้ำฮวงโห "มังกร" นี้ได้มาจากการรวม Totem ของเผ่าในอาณัติต่างๆเข้าด้วยกัน มีรูปภาพยืนยันในหลักฐานทาง ปวศ.ของราชวงศ์โจว(ประมาณ ๓,๐๐๐ ปีก่อน) โดยประกอบด้วย กวาง(หัว) งู(ลำตัว) ปลา(เกล็ด) นกอินทรี(กรงเล็บ)...จำได้แค่นี้ ดูเหมือนจะมีอีก

เวลาเผ่าใหญ่กลืนเผ่าเล็กได้ ก็จะเอา Totem ของทั้งสองเผ่ามารวมกัน จึงเกิดเป็นมังกรขึ้นมา

หลังจากจักรพรรดิเหมือลได้เป็นจักรพรรดิเหลืองแล้ว คงรู้สึกว่า หมี หงส์ และมังกรนี่มันรวมกันยาก จึงทิ้งเอาไว้เป้นสัญลักษณ์กษิตริย์ทั้งอย่างนั้น ไม่เอามารวมกัน

มังกรมีหน้าตาเปลี่ยนไปในแต่ละยุค เช่นเมื่อมาถึงราชวงศ์ฮั่น เขาเอามังกรไปรวมกับหมู(น่าเกลียดมาก) มังกรในยุคราชวงศ์ฮั่นจึงออกมาเป็นลูกครึ่งมังกรหมู เป็นต้น
บันทึกการเข้า
Linmou
อสุรผัด
*
ตอบ: 5

ระดับการศึกษา ปริญญาตรี ขณะนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาโท คณะประวัติศาสตร์ วิชาเอกประวัติศ


ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 30 พ.ค. 02, 22:09

 สำหรับเรื่องฮ่องเต้ไปเขียนลวนลามนางฟ้านั่น
ดูเหมือนจะเป็นฉินอะไรหวางสักคนต่างหากนะคะ
(อ๋องแห่งแคว้นฉิน คนก่อนหน้าจิ๋นซีฮ่องเต้หลายๆคนหน่อย)
แล้วคนที่เขาลวนลามคือ เจ้าแม่หวางหมู่ ล่ะ ไม่รู้เจ้าแม่หวางหมู่ประจำทิศไหนแล้ว

ส่วนนี่คือตำนานการสร้างโลกของหนวี่วา(Nu wa)ค่ะ

ตำนานหนวี่วา(Nu wa)สร้างมนุษย์

กล่าวกันว่า นับแต่ผานกู่เบิกฟ้าผ่าพิภพเป็นต้นมา บนแผ่นดินนั้นปราศจากมนุษย์ ไร้ซึ่งกลิ่นไอแห่งความมีชีวิต ทำให้เทพธิดาอีกองค์นามว่าหนวี่วารู้สึกเดียวดายอย่างยิ่ง

อยู่มาวันหนึ่ง หนวี่วาได้พบสระน้ำใสกระจ่างแห่งหนึ่ง จึงทรุดนั่งลงริมสระ คว้าดินเหลืองริมสระมาปั้นหตุ๊กตาเลียนแบบตนเอง ครั้นนางวางตุ๊กตาดินปั้นลงบนพื้น ตุ๊กตาก็กลับกระโดดโลดเต้นมีชีวิตขึ้นมา หนวี่วาชอบใจมาก จึงปั้นตุ๊กตาชายหญิงขึ้นมาอีกมากมาย  มนุษย์เปลือยเหล่านี้ได้มาห้อมล้อมกระโดดโลดเต้นรอบกายหนวี่วา แสดงความขอบคุณนางอย่างสุดซึ้ง จากนั้นพากันแยกย้ายกระจายไปยังสถานที่ต่างๆ

แต่มนุษย์นั้นยังไงก็ต้องตาย เพื่อไม่ให้มนุษย์สูญพันธุ์ มารดาแห่งมวลมนุษย์นางนี้จึงได้กำหนดความสัมพันธ์ด้วยการแต่งงานให้แก่มวลมนุษย์ สั่งให้มนุษย์ชายหญิงจับคู่กัน กำเนิดบุตรสืบเชื้อสายไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า


ส่วนนี่เป็นตำนานหนวี่วาปะฟ้า จากคัมภีร์ "หวยห่ายจิง"(Huai hai jing)ซึ่งถือเป็นตำราด้านภูมิศาสตร์เล่มแรกสุดของจีน ไม่ทราบผู้แต่ง

หนวี่วาปะฟ้า

ในอดีตกาลนานมา เสาค้ำพสุธาทั้งสี่หักทลาย เจ็ดทวีปแตกสลาย ผืนฟ้ามิอาจคลุมพิภพ พิภพมิอาจแบกรับสรรพสิ่ง เปลวเพลิงลุกโรจน์เผาผลาญไม่ดับมอด น้ำท่วมทุกแห่งหนโดยไม่ลด สัตว์ร้ายกัดกินสุชน นกยักษ์โฉบจิกผู้เฒ่าและผู้อ่อนแอ ด้วยเหตีนี้ หนวี่วาจึงหลอมหินห้าสีไว้ปะผืนฟ้า หักขาเต่าไว้ค้ำยันมุมโลกทั้งสี่ สังหารมังกรดำเพื่อช่วยชีวิตจี้โจว(เก้าทวีป) สะสมกองขี้เถ้าไว้อุดน้ำท่วม แผ่นฟ้าถูกปะ สี่เสาตั้งตรง น้ำท่วมลด จี้โจวปลอดภัย มังกรร้ายตายลง สุชนอยู่รอด

มาทักทายคุณนิลกังขาเช่นกันค่ะ
อวยพรท่านผู้เฒ่าอายุยืนหมื่นปี
         
บันทึกการเข้า
สร้อยสน
ชมพูพาน
***
ตอบ: 143

ลูกจ้าง รัฐวิสาหกิจ


ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 31 พ.ค. 02, 07:07

 สนุกดีค่ะขออนุญาตเรียกว่าแม่นางหลินตามคุณหลวง

ฮ่องเต้ที่ว่านั่น สมัยนั้นยังเรียกแค่อ๋องค่ะ เพราะฮ่องเต้รู้สึกจะเกิดขึ้นสมัยจิ๋นซี  
ในห้องสิน เรียกออกเสียงว่าติวอ๋องราชวงศ์เสี่ยงทาง(คงเป็นการเรียกให้เป็นไทยๆ) คิดว่าคงจะเป็นราชวงศ์เซียว ก่อนพุทธกาล๒๑๕๔ปี  ในหนังสือออกชื่อเจ้าแม่หนี่ฮัวว่า เทพธิดาหนึงวาสี แบบที่คุณหลวงกล่าวไปนั่นแหละค่ะ
บันทึกการเข้า
สร้อยสน
ชมพูพาน
***
ตอบ: 143

ลูกจ้าง รัฐวิสาหกิจ


ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 31 พ.ค. 02, 07:32

 คุณเทาชมพูคะ หรือท่านไหนก็ได้ค่ะ

ดิฉันถกปัญหากันแถวนี้เรื่องกำเนิดศิวลึงค์ น้องคนหนึ่งเธออ้างว่าเธออ่านมาว่า วันหนึ่งพระศิวะกับพระอุมากำลัง......กันน่ะค่ะแล้วมีเทพองค์ไหนไม่ทราบโผล่เข้ามาพอดี พระศิวะอายมากจนอกแตกตาย กลายเป็นศิวลึงค์
ดิฉันจนใจไม่เคยได้ยินประวัติแบบนี้เลย ขอภัยนะคะ ถ้าเป็นคำถามที่ออกจะล่อแหลมไปหน่อย แต่อยากทราบข้อเท็จจริงมากกว่านี้
บันทึกการเข้า
ทองรัก
พาลี
****
ตอบ: 390

นักวิจัย


ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 01 มิ.ย. 02, 07:21

 ช่างสงสัยอะไรก็ไม่รู้ คุณสร้อยสนเนี่ย
บันทึกการเข้า
ทองรัก
พาลี
****
ตอบ: 390

นักวิจัย


ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 02 มิ.ย. 02, 09:57

 เช้านี้ได้อ่านกรุงเทพธุรกิจ Section กรุงเทพวันอาทิตย์นะคะ
คุณสัจภูมิ ละออ เขียนในคอลัมน์ต้นทางที่กรุงเทพ เล่าถึงเรื่องการไปเยือนโบราณสถานชื่อว่า "กบาลสเปียล" ในเขมรค่ะ (อยู่เลยนครวัดไปทางเหนือประมาณ 10 กม.เศษ ๆ ค่ะ) ผู้เขียนพูดถึงเรื่องพระศิวะกับพระอุมาไว้อย่างที่คุณสร้อยสนถามพอดีเลยค่ะ เลยเก็บความมาเล่าสู่กันฟัง ผู้เขียนบอกว่าคนที่เล่าขานเรื่องนี้ไว้คือคุณธีรภาพ โลหิตกุล (นักเขียนสารคดีชื่อดังอีกคนหนึ่งของไทย) เล่าไว้ว่าทวยเทพในชั้นฟ้าพากันไปเยี่ยมเยือนพระศิวะกับพระอุมาในขณะที่กำลังแสดงบทรักต่อกันอยู่ ก็เลยนำเรื่องไปเยาะเย้ย คงทำนองล้อเลียนมังคะ เป็นเหตุให้พระศิวะกริ้วจัดจึงประกาศว่าจะขอเกิดใหม่เป็นรูปศิวลึงค์ให้ทวยเทพกราบไหว้บูชาเสียเลย  กับอีกตำนานหนึ่งค่ะเขาบอกว่าเป็นความเชื่อที่ว่า พระศิวะกับพระอุมาแยกกันไม่ได้บ้านเมืองจะวิบัติ เมื่อสร้างศิวลึงค์เลยต้องสร้างแท่นโยนีไว้เป็นฐานเป็นของคู่กันค่ะ
พิมพ์มาถึงตรงนี้แล้วทำให้นึกถึงสมัยที่เรียนอยู่ที่คณะอักษรฯ ทองรักโชคดีที่ได้มีโอกาสเรียนวิชาโบราณคดีไทยและประเทศใกล้เคียงกับท่านอาจารย์ มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล พวกเราได้มีโอกาสตามเสด็จท่านไปดูโบราณสถานในประเทศไทยหลายแห่ง เรียกว่าไปกันทุกวันหยุดเลยค่ะทั้งเทอม และที่ขาดไม่ได้ก็ปราสาทหิน ต่าง ๆ ทางภาคอีสานนี่แหละ ยังจำได้ว่าเวลาท่านชี้ให้ดูศิวลึงค์กับแท่นโยนี นี่สาว ๆ สมัยนั้นหน้าแดงอายม้วนกันเป็นแถว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 02 มิ.ย. 02, 10:14

 ตำนานที่ว่าคงเป็นชั้นหลังมั้งคะ
การบูชาศิวลึงค์ กำเนิดจากไศวนิกาย    ยึดศิวลึงค์เป็น symbol หรือสัญลักษณ์ของพระอิศวร
ถือว่าเป็นเครื่องหมายของการก่อกำเนิด   หรือการสร้าง  ตั้งอยู่บนฐานที่เรียกว่าโยนี   ซึ่งก็คือสัญลักษณ์ของเพศหญิง
เพราะการก่อกำเนิดหรือการสร้างก็มาจากสัญลักษณ์ทั้งสองอย่างนี่ละค่ะ
เวลานิกายนี้เผยแพร่ไปที่ไหน เช่นที่นครวัดในยุคหลังจากพระเจ้าสุริยวรมัน   ก็ขนเอาศิวลึงค์เข้าไปตั้งประดับไว้เต็มไปหมด
ของไทยเราก็ในปราสาทหินต่างๆทางอีสานละค่ะ เพราะว่าครั้งหนึ่งอิทธิพลของพราหมณ์เข้ามาถึงบริเวณนี้
บันทึกการเข้า
นิลกังขา
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1012

ทำงานราชการ


ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 03 มิ.ย. 02, 04:13

 Xiexie Lin Xiaojie.



I think 10000 years would probably be too long for me...



I have the feeling that the Thai legend "Kaiphek" is probably a translation from the story of Pan Gu, who cut open the world and the heaven with his mighty axe. But why the translator call the Chinese Pan Gu "Kosee" or the God Indra, I don't know.
บันทึกการเข้า
สร้อยสน
ชมพูพาน
***
ตอบ: 143

ลูกจ้าง รัฐวิสาหกิจ


ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 03 มิ.ย. 02, 07:07

 ขอบคุณทุกท่านค่ะ
ดิฉันคุยจนเครื่อง แฮงค์มาหลายครั้งแล้ว โดนแซวตลอดเลย

ตอนเรียนมัธยมต้น เคยอยากเรียนต่อโบราณคดีมากค่ะ เพราะติดใจครั้งที่ติดตามท่านชายปาน(มจ.สุภัทรฯ) ตอนที่ท่านจัดทัวร์ บังเอิญถูกคุณพ่อเบรคไว้ พร้อมกับคำแนะนำที่มีเหตุผลก็เลยได้แต่และเล็มเมื่อมีโอกาส ดีที่คนแวดล้อมเป็นประเภทคล้ายกัน(วิศวะชอบอ่านวรรณคดี)ก็เลยได้คุยกันเรื่อยค่ะ
บันทึกการเข้า
สร้อยสน
ชมพูพาน
***
ตอบ: 143

ลูกจ้าง รัฐวิสาหกิจ


ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 05 มิ.ย. 02, 06:22

 คุณเทาชมพูเบื่อจะคุยเรื่องเทพเจ้าฮินดูแล้วหรือคะ รู้สึกพระอิศวร ท่านก็มีเรื่องอะไรๆสนุกอีกเยอะนะคะ

ดิฉันเดินผ่านร้านแขก(เพลงกระหึ่มเลยค่ะ) เห็นรูปพระอิศวร พระอุมา สไตล์ที่คุณทองรักชอบ ที่ตักพระอุมา มีพระพิฆเณศ องค์เล็กๆขาดเด็ก ไม่ครบขวบ นุ่งผ้าอ้อม มีงาเล็กๆครบสองข้าง น่าเอ็นดูจังค่ะ เห็นแล้วต้องชี้ให้สาวน้อยอีกสองที่ตามไป ช่วยกันอมยิ้ม
บันทึกการเข้า
ทองรัก
พาลี
****
ตอบ: 390

นักวิจัย


ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 05 มิ.ย. 02, 15:47

 ร้านแขกร้านไหนหรือคะ จะได้ตามไปดูบ้างค่ะ
ทองรักยังอยากฟังเรื่องเทพเจ้าฮินดูต่อเหมือนกันค่ะ
โดยเฉพาะเรื่องพระอุมาปางเจ้าแม่กาลีน่ะค่ะ
หรือพระอิศวรปางศิวะนาฏราช (เขียนถูกหรือเปล่าก็ไม่ทราบค่ะ)
บันทึกการเข้า
สร้อยสน
ชมพูพาน
***
ตอบ: 143

ลูกจ้าง รัฐวิสาหกิจ


ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 06 มิ.ย. 02, 07:12

 แถวที่ทำงานค่ะ ต่างจังหวัดเหลือเกิน แต่แถวสีลมน่าจะมีนะคะ เสาร์อาทิตย์ลองเดินๆดูซีคะ สาวๆของดิฉันเธอชอบกำไลแขกเลยไปเลาะๆดูกัน (หนุ่มแขกไม่ชอบค่ะ)
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.048 วินาที กับ 19 คำสั่ง