เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 6886 นำเที่ยววัดปทุมวนาราม
ฟ้าฝัน
อสุรผัด
*
ตอบ: 34

ทำงานที่บริษัทดีทแฮล์ม


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 07 พ.ค. 02, 10:34

 โอ้.Harp นี้ใหญ่ขนาดนี้เลยหรือค่ะ ในหัวของฟ้าฝันเห็นเครื่องดนตรีลักษณะนี้แต่มีขนาดเล็กกว่าประมาณครึ่งหนึ่งนะคะ และมีนางเงือกเป็นคนเล่น ภาพมันอยู่ในหัวนะคะจำไม่ได้แล้วว่าเห็นจากไหน....วันหลังเห็นทีจะลองเข้าวัดปทุมฯดูบ้างค่ะ เพราะเรียนอยู่แถวนั้นก็เป็นปีแต่ไม่เคยได้เข้าไป ตอนนี้เรียนจบแล้ว ทำงานแล้ว ทำให้หาเวลาไปยากขึ้นแต่กลับอยากไป...ขอเพิ่มเติมนะคะว่าแถวนั้นยังมีบ้านจิมทอมป์สัน ให้เข้าไปแวะชมด้วยนะคะ อยู่ในซอยตรงข้ามกับสนามกีฬาแห่งชาตินะคะ (แต่เจ้าตัวก็ยังไม่เคยไปเลยคะ..เฮ้อ.. เป็นพวกใกล้เกลือกินด่างนะคะ เพราะตอนที่เรียนแถวนั้นก็มัวแต่เดินใน มาบุญครอง ไม่งั้นก็สยาม เลยไม่เคยได้เข้าวัดเข้าวาเลย)    
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30677

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 08 พ.ค. 02, 09:01

 ฮาร์ปที่คุณฟ้าฝันเห็นอาจจะอยู่ในการ์ตูนนะคะ  ถ้ามีนางเงือกเล่นละก็   ดิฉันเคยเห็นเป็นการ์ตูนขาวดำ Felix the Cat หรือไงนี่ละค่ะ  ใน Little Mermaid ก็อาจจะมี

ส่วนพระประวัติของกรมขุนเพชรบูรณ์ ฯ ทราบเพียงสั้นๆค่ะว่า
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย  เป็นพระเจ้าลูกยาเธอลำดับที่ ๘ ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
ทรงเป็นพระราชอนุชาในรัชกาลที่ ๖ และเป็นพระเชษฐาในรัชกาลที่ ๗  ชาววังเรียกกันว่า "ทูลกระหม่อมติ๋ว"
ทรงเป็นต้นราชสกุล จุฑาธุช

เจ้าฟ้าพระองค์นี้ทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ    เมื่อเสด็จกลับมาทรงเป็นพระอาจารย์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเพาะช่าง
ทรงเสกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร ชุมพล แต่ไม่มีพระโอรสธิดาด้วยกัน
แต่ทรงมีพระโอรสธิดากับหม่อม อีก ๒ องค์คือพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช และพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา

สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๖  พระชนมายุสั้น เพียง ๓๑ พรรษา
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30677

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 09 พ.ค. 02, 17:57

 ไปค้นเพิ่มเติม ได้ความว่าเจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์ฯ ทรงได้ Bachelor of Arts จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ค่ะ
คุณเปี้ยวกับคุณจ้อเคยเห็นพระนามในฐานะศิษย์เก่าบ้างไหมคะ
บันทึกการเข้า
นิลกังขา
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1012

ทำงานราชการ


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 10 พ.ค. 02, 04:21

 เลี้ยวไปเคมบริดจ์แล้ว ผมขอเชิญกลับวัดนะครับ

ใครยังไม่เคยไปวัดปทุมวนารามก็ขอเชิญให้ไปเที่ยว โดยเฉพาะสวนป่าหลังวัด มีศาลาพระราชศรัทธาที่ในหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถวายวัดไว้ เป็นที่นั่งสมาธิได้ (นั่งเล่นก็ได้ครับ) ไปแล้วจะอัศจรรย์ใจว่า นี่เรากำลังอยู่กลางเมืองกรุงเทพฯ แท้ๆ เซ็นเต้อร์พ้อยนท์อยู่ห่างจากประตูวัดไปนิดเดียว แต่ในสวนป่านั้นสงบ ร่มรื่นมาก บรรยากาศไม่เหมือนอยู่กลางกรุงเลย

หน้าวัดมีสระน้ำหรือบึงอยู่แห่งหนึ่ง แต่ก่อนน่าจะเป็นสระบัวตามชื่อวัด ผมเข้าใจว่าสระน้ำนี้มีประวัติ คงต้องเรียนถามท่านเจ้าของกระทู้ครับ คลับคล้ายคลับคลาว่า เกี่ยวข้องกับสมเด็จโตวัดระฆัง กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ร.4 แต่ทั้งนี้ผมอาจจะจำผิด

ตำนานที่ผมเคยได้ยิน แต่ไม่แม่นรายละเอียด เล่าว่า ท่านทั้ง 2 นี้ท่านเป็นปราชญ์ทางพุทธศาสนาด้วยกัน และสมเด็จพระพุฒาจารย์โตนั้นท่านชอบถวายปริศนาธรรมที่บางทีเป็นการสะกิดแรงๆ แก่ในหลวง วิธีถวายสะกิดของสมเด็จโตนั้น บางทีก็ล้ำลึกจนเราเองถ้าโดนท่านสอนเอาอย่างนั้นก็คงไม่รู้สึก แต่ในหลวง ร.4 ท่านทรงเข้าพระทัย รับ "สาร" ได้ เพราะปราชญ์ต่อปราชญ์ย่อมรู้กัน มีครั้งหนึ่งที่ในหลวง ร.4 ทรงสำราญพระอิริยาบถที่ริมน้ำที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ซึ่งผมรู้สึกว่าน่าจะเป็นที่สระบัววัดปทุมนี่แหละ เพราะตรงนี้เคยเป็นคล้ายๆ ที่ทรงพระปิกนิกนอกเมืองของท่าน (แต่อาจจะไม่ใช่ที่นี่ก้ได้ ผมอาจจะจำผิด) ก็ทรงเกณฑ์ หรือนิมนต์พระวัดต่างๆ ให้มาลอยเรือประกวดกัน จะประกวดเรือหรืออะไรผมก็ไม่แน่ใจ ดูเหมือนจะเป็นการประกวดประขันการประดับตกแต่งเรือหรืออะไรนี่ ให้วัดต่างๆ จัดมาแข่งกัน อาจจะเป็นทำนองรถบุปผชาติสมัยนี้กระมัง แต่ไม่ใช่รถเป็นเรือ วัดระฆังได้รับพระราชฎีกานิมนต์เชิญก็ไปร่วมประกวดด้วย แต่สมเด็จโตท่านท่านแปลกกว่าเขา แทนที่จะแต่งให้งามๆ ท่านให้พระของท่านพายเรือเก่าๆ ธรรมดาตะโกนร้องว่า ขายหน้าเอาผ้ารอดๆๆๆ
ไม่ได้พิมพ์ผิดครับ คำพังเพยไทยนี้ที่จริงว่า "ขายผ้าเอาหน้ารอด" คือทำอะไรจวนๆ ตัวไปให้พอรอดอายไปทีหนึ่ง แต่สมเด็จโตท่านจงใจกลับเสีย ในหลวง ร.4 สะกิดพระทัยอยู่แล้วและเดาถูกว่าสมเด็จโตคงจะกำลังจะถวายเทศน์อะไรสักอย่างแน่ ก็มีรับสั่งถาม สมเด็จโตก็ถวายพระพรเป็นใจความว่า ที่จริงเรื่องจะประกวดประขันประชันกันในการประดับตกแต่งอะไรนี่ มันไม่ควรจะเป็นกิจของสงฆ์ ไม่ควรเป็นเรื่องของวัด แต่เมื่อเป็นพระบรมราชโองการขัดไม่ได้ก็ต้องมา ทีนี้ วิสัยพระน่ะท่านไม่มีหรือไม่ควรจะมีสมบัติอะไรหรอก มีแต่ผ้าไตรจีวรสามผืนเท่านั้น ถ้ามีเกินนี้ก็เกินวิสัยพระแล้ว จะให้วัดระฆังไปหาทุนมาจัดประดับตกแต่งก็ไม่มีหนทางอื่นที่ชอบธรรม ต้องขายผ้าไตรจีวรเสียเท่านั้น คือ จะหาทางอื่นก็ได้ แต่มันไม่ชอบไม่ควรไม่เหมาะกับสมณวิสัย แต่เพื่อธำรงสมณวิสัยไว้ให้บริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย วัดระฆังจึงยอมขายหน้า คือส่งเรือเลวๆ ที่ไม่ได้ตกแต่งอะไรเลย เข้าประกวด งามสู้เรือวัดอื่นไม่ได้ เพื่อจะเอาผ้า คือผ้าไตรจีวรไว้ให้รอด ให้มีครองไตรจีวรกันต่อไป จะได้เป็นพระที่ดีต่อไป ขายหน้าแค่นี้ไม่เป็นไรขอผ้าไตรไว้รอดเป็นพอ
ในหลวง ร.4 ทรงฟังถวายวิสัชนาด้วยหมัดฮุคตรงเอาอย่างนั้นก็ทรงนิ่ง แล้วก็รับสั่งให้เลิกการกะเกณฑ์วัดต่างๆ มาประกวดเรือหน้าพระที่นั่งเสียตั้งแต่นั้น

ตำนานนี้เกิดขึ้นที่สระน้ำวัดนี้หรือที่ท่าน้ำที่ไหนก็ไม่ทราบครับ แต่ผมนึกว่าอาจจะเกิดขึ้นที่นี่ เจ้าของกระทู้เคยอ่านผ่านตามาไหมครับ
บันทึกการเข้า
bookaholic
ชมพูพาน
***
ตอบ: 145


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 10 พ.ค. 02, 17:12

 เก่งแฮะ  เริ่มที่วัดแท้ๆ ไปถึงวัง ชมดนตรี แล้วยังขึ้นเครื่อง British Airways ไปถึงCambridgeได้ด้วย  นับถือครับนับถือ

กลับมาที่วัดนะครับ ผมจะคุยกับคุณนกข.
ผมจำเรื่องรัชกาลที่ ๔ กับสมเด็จโตได้เรื่องหนึ่ง  แต่ทำไมกลายเป็นคนละเวอร์เชิ่นกับคุณนกข.ก็ไม่รู้ครับ
ขอเล่าแบบผ้าขาดๆวิ่นๆ เอาหน้าไม่รอดไปก่อนละกัน

คือที่วัดปทุมนี่ละครับ  สมเด็จพระจอมเกล้าฯโปรดให้จัดงานอะไรสักอย่างบริเวณสระบัวในวัด   มีเจ้าจอมหม่อมห้ามแต่งตัวสวยลงพายเรือ  รอบๆก็ตกแต่งประดับประดา รวมความแล้วอลังการน่าดูชม  เป็นที่พอพระราชหฤทัย
แล้วนิมนต์เชิญสมเด็จโตท่านมาดู  ตรัสถามว่า งามไหม
สมเด็จโตท่านก็ตอบว่า เจริญพร มหาบพิตร  งามเหมือนดอกบัว
สมเด็จพระจอมเกล้าฯท่านก็ทรงนิ่งอึ้งไปเลย  เพราะว่าข้อความที่สมเด็จโตทูล  อิงไปถึงพระไตรปิฎก  กล่าวถึงกามตัณหา หรือความสุขและเพลิดเพลินทางโลก   เปรียบได้กับดอกบัวสีสันสวยงามตระการตา
อะไรทำนองเนี้ยครับ
memory ผมหมด bytes อยู่แค่นี้ครับ อย่าถามต่อ
สรุปดีกว่า   ยอดนักปราชญ์หนึ่งพระองค์กับหนึ่งท่านนี้ ไม่ต้องพูดกันยาว  กล่าวกันสั้นๆต่างก็รู้ความเฉียบคม

จวนล่มอีกแล้วครับกระทู้นี้   จำได้แค่นี้เอง  ผมประเภทใกล้วัด แต่กินแถวเซนเต้อร์พ้อยท์ซะมาก  แบบเดียวกับคุณพระนายว่าไว้ เพราะแกก็พอกัน


เอางี้ ใครอยากอ่านเกี่ยวกับรัชกาลที่ ๔ กับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต  ผมลอกจากเว็บนี้มาให้อ่านกันดีกว่า
 http://www.khonnaruk.com/html/phra/dhm_stream/dhm_stream19.html

           คราวหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จงานลอยกระทงหลวง ขณะที่ทรงประทับที่ตำหนักแพ พร้อมด้วยฝ่ายในเป็นอันมาก ก็ทอดพระเนตรเห็นสมเด็จโตแจวเรือข้ามฟากมา เจ้ากรมเรือต้องไปขวางเอาไว้ ครั้นพระเจ้าอยู่หัวรู้ว่าเป็นเรือของสมเด็จโต ก็รับสั่งถามว่าจะไปไหน สมเด็จ ฯ ตอบว่าตั้งใจมาเฝ้า

           "ทำไมเป็นถึงสมเด็จเจ้าแล้ว ต้องแจวเรือเอง เสียเกียรติยศแผ่นดิน"

           สมเด็จโตตอบว่า "ขอถวายพระพร อาตมภาพทราบว่าเจ้าชีวิตเสวยน้ำเหล้า สมเด็จก็ต้องแจวเรือ"

           พระองค์พอได้ฟังเช่นนั้น ก็ได้สติ ตรัสว่า "อ้อ จริง จริง การกินเหล้าเป็นโทษ เป็นมูลเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติยศแผ่นดินใหญ่โตทีเดียว ตั้งแต่วันนี้ไป โยมจะถวายพระคุณเจ้า จักไม่กินเหล้าอีกแล้ว"

           อีกคราวหนึ่งท่านจุดไต้เข้าไปในพระราชวังเวลากลางวันแสก ๆ แล้วเอาไต้นั้นทิ่มกำแพงวังจนดับก่อนกลับวัด พระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเห็น ตรัสว่า "ขรัวโตเขารู้แล้ว ๆ ๆ"

           เรื่องของเรื่องก็คือสมเด็จโตวิตกว่า พระเจ้าอยู่หัวจะทรงหมกมุ่นมัวเมาในกามคุณมากเกินไป จึงทำอุบายถือไต้เข้าไปในพระราชวังกลางวัน ประหนึ่งว่าในพระราชฐานนั้นกำลังมืดมิดดังกลางคืน

           มีอีกหลายครั้งที่สมเด็จโตกล้าขัดพระราชหฤทัย คราวหนึ่งสมเด็จโตได้ถวายเทศน์ในพระพระราชฐาน ๓ วันติดต่อกัน บังเอิญวันที่ ๒นั้นพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะทรงสดับแต่พอสังเขป ด้วยมีพระราชกิจอย่างอื่น (นัยว่าเจ้าจอมจะประสูติ) แต่หาได้ตรัสอย่างใดไม่ ปรากฏว่าสมเด็จโตถวายพระธรรมเทศนาอย่างยืดยาว ครั้นวันต่อมา พอสมเด็จโตตั้งนโมเสร็จ ท่านก็กล่าวสั้น ๆ ว่า พระธรรมเทศนาหมวดใด ๆ มหาบพิตรก็ทราบหมดแล้ว เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ แล้วก็ลงธรรมาสน์ พระเจ้าอยู่หัวจึงตรัสถามว่าเหตุใดวันก่อนจึงถวายเทศน์มาก วันนี้กลับถวายน้อย สมเด็จโตถวายพระพรว่า "เมื่อวานนี้มหาบพิตรมีพระราชหฤทัยขุ่นมัว จะทำให้หายขุ่นมัวได้ด้วยทรงสดับพระธรรมเทศนาให้มาก วันนี้มีพระราชหฤทัยผ่องใส จะไม่ทรงสดับก็ได้"

           มีครั้งหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วสมเด็จโตมาก เพราะสมเด็จโตถวายเทศน์เกี่ยวกับเมืองกบิลพัสดุ์ว่า พี่เสกน้อง น้องเอาพี่ เอากันเรื่อยมาไม่ว่ากัน เพราะถือว่าบริสุทธิ์ไม่เจือไพร่ จนถึงประเทศสยามก็เอาอย่าง เอาพี่เอาน้อง ขึ้นราชาภิเษกแล้วก็สมรสกันเป็นธรรมเนียมมา

           พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงพอพระราชหฤทัย ไล่ลงธรรมาสน์ ตรัสว่า "ไป ไป ไป ไปให้พ้นพระราชอาณาจักร ไม่ให้อยู่ในดินแดนของฟ้า ไปให้พ้น"

           สมเด็จโตออกจากวังแล้วกลับวัดระฆัง เข้าไปนอนในโบสถ์ ไม่ออกมา บิณฑบาตในโบสถ์ ไม่ลงดิน

           ครันพระเจ้าอยู่หัวเสด็จถวายพระกฐินวัดระฆัง พบสมเด็จโต ก็รับสั่งว่า "อ้าวไล่แล้ว ไม่ให้อยู่ในราชอาณาจักร ทำไมยังขืนอยู่"

           "ขอถวายพระพร อาตมภาพไม่ได้อยู่ในพระราชอาณาจักร อาศัยอยู่ในพุทธจักร ตั้งแต่วันมีพระราชโองการ ไม่ได้ลงดินของมหาบพิตรเลย"

           "ก็กินข้าวที่ไหน ไปถานที่ไหน"

           "ขอถวายพระพร บิณฑบาตบนโบสถ์นี้ ถานในกระโถน เทวดาเป็นคนนำไปลอยน้ำ"

           "โบสถ์นี้ไม่ใช่อาณาจักรสยามหรือ"

           "โบสถ์เป็นวิสุงคาม เป็นส่วนหนึ่งจากพระราชอาณาจักร กษัตริย์ไม่มีอำนาจขับไล่ได้ ขอถวายพระพร"

           "ขอโทษ ๆ" แล้วทรงถวายกฐิน รับสั่งใหม่ว่าให้สมเด็จโตอยู่ในสยามประเทศได้

           โบสถ์เป็นของพระพุทธเจ้าฉันใด สมเด็จโตก็ถือว่าท่านเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าฉันนั้น หาใช่พระของในหลวงไม่ แม้ท่านจะเป็นพระราชาคณะก็ตาม ด้วยเหตุนี้ท่านจึงกล้าเตือนพระเจ้าอยู่หัวได้อย่างไม่หวั่นเกรงภัยใด ๆ ทั้งนี้ด้วยกรุณาและปัญญาของท่านเป็นสำคัญ
บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
มัจฉานุ
**
ตอบ: 85

Graduate Student New Mexico Institute of Mining and Technology, Socorro, NM USA


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 16 พ.ค. 02, 03:18

 เอ่อแหม ผมเองน่ะ ไปแถวเซนเตอร์พ้อยท์ก็ไปปลงนะครับ ดูว่าสังขารไม่เที่ยง เห็นขาว ๆ แดง ๆ ก็ยุบหนอ พองหนอตลอด
อ่านเรื่องสมเด็จโตท่านแล้ว รู้สึกว่าท่านน่านับถือจริง ๆ ครับ กล้าถวายการตักเตือนพระมหากษัตริย์
แต่ในสมัยโบราณการเตือนเจ้านายนั้น ต้องใช้ความระมัดระวังตัวสูง จะบอกจะเตือนกันตรง ๆ นั้นทำได้ยาก ไม่งั้น อย่างเบา ๆ ก็หลุดจากตำแหน่ง หนักหน่อยก็ถึงกับหัวขาด
จะเป็นประเทศไหนก็เป็น เมืองจีน เมืองไทย จนถึงญี่ปุ่น
อ่านเรื่องสมเด็จโต แล้วให้นึกถึง อิ๊กคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญานั่นเลยแหละครับ
บันทึกการเข้า
นิลกังขา
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1012

ทำงานราชการ


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 17 พ.ค. 02, 15:25

 เรื่องขรัวโต คุยกันได้ยาวมากครับ เรื่องของท่านสนุกครับ
แต่ขอให้อาคันตุกะทั้งหลายที่มาเป็นแขกผมอยู่ขณะนี้กลับไปก่อนนะครับ แล้วจะมาคุย เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าคำว่า "มากหมอก็มากความ"  แปลว่าอะไร....
Too many doctors are dangerous to your health, especially mental health ...

ผมเห็นด้วยกับคุณพระนายว่า อ่านเรื่องของสมเด็จโตแล้ว รู้สึกสนุกเหมือนกับอ่านนิทานเซนเลย (อิ๊กคิวก็เป็นเณรในนิกายเซน - ถ้าว่าตามการ์ตูนนะครับ)

เรียนคุณ Bookฯ ผมจำเรื่องนั้นได้กระท่อนกระแท่นเหมือนกันครับ เมโมรีไบต์ผมก็เจียนๆ จะหมดแล้ว แต่ที่ผมจำได้ (ไม่รับรองว่าถูกต้อง 100%) นั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัส (คล้ายๆ) อย่างนี้ครับ
"ท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ อันปรากฏงามรุ่งเรืองดังราชรถอันวิจิตร ซึ่งผู้โง่เขลาหลงมัวเมายึดติดอยู่  แต่ผู้มีปัญญาหาได้หลงอยู่ไม่"
พุทธพจน์นี้มีหรือปราชญ์ทางพุทธศาสนาอย่าง ร.4 จะไม่ทรงรู้จัก เพราะฉะนั้นเมื่อทรงถามว่า งามไหมขรัวโต? และสมเด็จโตถวายพระพรกราบบังคมทูลตอบสั้นนิดเดียวว่า งามเหมือนราชรถ (ไม่ใช่ดอกบัวครับ) ก็ทรงรู้พระองค์ทันทีว่าถูกเทศน์อีกแล้ว
ใครว่างและใจดีกรุณาเช็คพระพุทธดำรัสข้างบนนี่หน่อยครับ ผมไม่แน่ใจว่าผมจำถูกร้อยเปอร์เซนต์ ขอบพระคุณ
บันทึกการเข้า
bookaholic
ชมพูพาน
***
ตอบ: 145


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 17 พ.ค. 02, 19:31

 ผมว่าง แต่ใจไม่ค่อยดีครับคุณนิลกังขา    เช็คได้มะครับ
คิดว่าmemory bytes ของผมนอกจากเหลือน้อยแล้วยังเจอไวรัสชื่อ forgetful.exe  เข้าอีก   เลยรวน
น่าจะเป็นราชรถอย่างคุณว่าน่ะครับ    ไม่น่าลงสระกลายเป็นดอกบัวขึ้นมาได้  
นี่หละเป็นผลจากผมไปตามคุณพระนาย  แกชอบหลงวนเวียนอยู่แถวเซนเต้อร์พ้อยท์  ปลงยุบหนอ  พองหนอ  ขาวหนอ สายเดี่ยวหนออยู่บ่อยๆ  ผมเลยติดจากแก

คงจะต้องชวนป้าผมไปเป็นเพื่อนนั่งกรรมฐานในวัดมั่งแล้ว  ไม่งั้นป้ามัวเขียนถึงฯพณฯท่านคะ ฯพณท่านฯ  ขา  เลยไม่ได้ไปซักกะที

ส่วนคุณนิลกังขาขอให้สุขภาพจิตฟื้นคืนตัวเร็วๆนะครับ
บันทึกการเข้า
นิลกังขา
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1012

ทำงานราชการ


ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 22 พ.ค. 02, 02:32

 เจอแล้วครับ ที่ว่า โลกเปรียบราชรถที่คนโง่หลงงมอยู่แต่คนฉลาดไม่ตึดอยู่นี่ พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้อยู่ใน "ธรรมบท"  ครับ พระคัมภีร์ธรรมบทนี้เป็นคัมภีร์ทางพุทธที่ผมชอบมากเล่มหนึ่ง ผมเข้าใจว่าเป็นการรวบรวมพระคาถา คือคำประพันธ์สั้นๆ ในภาษาบาลีที่มีเนื้อความลึกซึ้ง น่าคิดน่าฟัง ทำนองสุภาษิต ไว้ด้วยกันเป็นร้อยบท

ใครอยู่เมืองนอกอย่างผม ลองให้ search engine หาคำว่า Dhammapada นะครับ จะเจอหลายเว็บ แต่ผมเชื่อว่าในเมืองไทยคงหาอ่านที่เป็นเล่มหนังสือ (และเป็นภาษาไทย) ได้ไม่ยาก

เฉพาะบทนี้ เป็นบทที่ 171 ใน section ที่ 13 ของ ธรรมบท ครับ ในภาษาที่ทางวัดที่เมืองไทยท่านใช้กันจะเรียกว่าอะไรผมก็ไม่ทราบ เพราะเว็บของผมมันเป็นภาษาอังกฤษก็เลยเรียกว่า section
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30677

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 23 พ.ค. 02, 13:38

ขอเชิญต่อที่กระทู้นี้ค่ะ คุณนิลกังขาไปชวนคุยเรื่องสมเด็จพระพุฒาจารย์โต   น่าสนใจมาก
 http://www.vcharkarn.com/snippets/vcafe/show_message.php?Cid=17&Pid=5545
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.064 วินาที กับ 19 คำสั่ง